ศาลแพร่ตัดสินเด็ดขาด! 'มือเผาป่า' รายแรก โดนจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับหลักแสน
ศาลจังหวัดแพร่ได้พิพากษาคดีลักลอบเผาป่าเป็นครั้งแรกในพื้นที่ ส่งสัญญาณเข้มงวดต่อผู้กระทำผิด โดยสั่งจำคุกผู้ต้องหา 1 ปี 4 เดือน พร้อมปรับมหาโหด 143,000 บาท แม้ไฟที่จุดจะลุกเพียงขนาดเท่าฝ่ามือ แต่ศาลชี้ว่า "ความผิดสำเร็จแล้ว" และไม่ควรให้เป็นเยี่ยงอย่าง
รายละเอียดคดีและกระบวนการพิจารณา
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 14.30 น. ในช่วงวิกฤตฝุ่นควัน โดยเจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง จังหวัดแพร่ พบชายวัยกลางคนชาวตำบลต้าผามอก อำเภอลอง ขับรถยนต์มาจอดและจุดไฟเผาป่าบริเวณหน้าที่ทำการอุทยานฯ อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมทันทีที่ไฟเริ่มลุกโชนเล็กน้อย แต่ผู้ต้องหาได้เหยียบไฟให้ดับและขับรถหนีไป อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวได้สำเร็จและส่งดำเนินคดีสู่ชั้นศาล
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศาลจังหวัดแพร่ได้มีคำพิพากษาเด็ดขาด โดยแม้พื้นที่ป่าจะยังไม่เสียหายเป็นวงกว้าง แต่ศาลย้ำว่า ความผิดได้เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว คำตัดสินมีดังนี้:
- จำคุก 1 ปี 4 เดือน (โดยผู้ต้องหาได้รับสารภาพ ทำให้โทษจำคุกรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี)
- ปรับ 143,000 บาท
การประชุมคณะกรรมการและข้อความเตือนจากผู้เกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง ได้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง ครั้งที่ 2/2569 โดยมี พ.จ.อ.สรวีย์ วงศ์ปัญญาไวย์ ปลัดอำเภอลอง เป็นประธานการประชุม และนายวิทวัฒน์ เรืองเดช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง รวมถึงคณะกรรมการเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ในที่ประชุม ได้มีการแจ้งให้คณะกรรมการทราบถึงคดีตัดสินนี้ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างความผิดตามกฎหมายที่ประชาชนควรรับทราบ นายวิทวัฒน์ เรืองเดช ย้ำชัดว่า คดีนี้คือ "อุทาหรณ์บทแรก" ของจังหวัดแพร่ที่จับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา และมีเจตนาจุดไฟเผาป่าอย่างจงใจ พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงกลุ่มลักลอบเผาป่าว่า "อย่าริอาจลองดี" เพราะโทษอาญานั้นหนักจริง และจะไม่มีการละเว้นเด็ดขาด เขาขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
การตัดสินคดีในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตฝุ่นควันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเช่นนี้ คาดว่าจะช่วยลดการกระทำผิดในอนาคตและสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม



