รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่ารวม 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.6 แสนล้านบาท) ให้กับอิสราเอล โดยประกอบด้วยขีปนาวุธและกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก การอนุมัติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความกังวลระหว่างประเทศเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซาที่ยังคงดำเนินต่อไป
รายละเอียดของข้อตกลง
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แจ้งต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ว่าอนุมัติการขายอาวุธสองชุดใหญ่ให้อิสราเอล ชุดแรกมูลค่า 6,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยขีปนาวุธอากาศสู่พื้นและกระสุนนำวิถี ส่วนชุดที่สองมูลค่า 675 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกระสุนปืนใหญ่ขนาด 120 มม. และ 155 มม.
การขายครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการป้องกันตนเอง ตามคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ระบุว่า "สหรัฐฯ มุ่งมั่นต่อความมั่นคงของอิสราเอล และจำเป็นต้องช่วยให้อิสราเอลพัฒนาและรักษาความสามารถในการป้องกันตนเองที่มีประสิทธิภาพ"
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
การอนุมัติการขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนและหลายประเทศที่กังวลว่าอาวุธของสหรัฐฯ อาจถูกใช้ในการโจมตีพลเรือนในกาซา องค์การสหประชาชาติรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตในกาซามากกว่า 39,000 คนนับตั้งแต่เริ่มสงครามในเดือนตุลาคม 2566
ด้านอิสราเอลยืนยันว่าการใช้กำลังทหารเป็นไปเพื่อป้องกันการโจมตีจากกลุ่มฮามาส และอาวุธที่ซื้อจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าจะติดตามการใช้ประโยชน์จากอาวุธดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิสราเอล
การขายอาวุธครั้งนี้ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลประมาณ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายใต้ข้อตกลงระยะเวลา 10 ปีที่ลงนามในปี 2559
แม้จะมีความกังวลจากบางฝ่ายในสหรัฐฯ เกี่ยวกับการใช้ขีปนาวุธของอิสราเอลในพื้นที่พลเรือน แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุน โดยระบุว่าการขายอาวุธนี้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและนโยบายของสหรัฐฯ



