ทางการอิหร่านได้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การยูเนสโก (UNESCO) หลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีคำสั่งขับไล่นักเรียนชาวอิหร่านจำนวนกว่า 2,500 คนออกจากประเทศอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งสั่งระงับการดำเนินงานของโรงเรียนรัฐบาลอิหร่านทุกแห่งในดินแดนของตน
การตอบโต้ของอิหร่านต่อมาตรการของ UAE
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายอาลี ฟาร์ฮาดี โฆษกกระทรวงศึกษาธิการของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลาม (IRNA) โดยเปิดเผยว่า UAE ได้ดำเนินการเนรเทศนักเรียนชาวอิหร่านในจำนวนดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการสั่งปิดโรงเรียนอิหร่านที่เปิดทำการมานานกว่า 50 ปีโดยได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการจากทางการท้องถิ่น
ข้อกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นายฟาร์ฮาดีได้ระบุว่า การกระทำของ UAE ในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างของ "นโยบายที่เป็นศัตรู" ซึ่งสอดรับกับความต้องการของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยเขาเน้นย้ำว่ารัฐบาลอิหร่านจะนำประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ UN และ UNESCO เพื่อโต้แย้งว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่า โรงเรียนอิหร่านใน UAE ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน และทางการอิหร่านกำลังเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบให้สามารถไปศึกษาต่อที่ประเทศโอมานได้จนกว่าจะสิ้นสุดปีการศึกษาปัจจุบัน
ภูมิหลังความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ UAE เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขาถูกอิหร่านโจมตีหลายต่อหลายครั้งในช่วงเกือบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการโจมตีที่คลังน้ำมันใกล้ท่าเรือฟูไจราห์ ศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันสำคัญของ UAE
ทางการอิหร่านได้อ้างว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นมาตรการตอบโต้ต่อการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตและด้านการศึกษาระหว่างประเทศ
ขณะนี้ เรื่องนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาขององค์กรระหว่างประเทศ โดยคาดว่าจะมีการติดตามผลและพัฒนาการเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้



