พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลายในเนปาล คว้าที่นั่งสภา 182 ที่นั่ง
พรรค RSP ชนะเลือกตั้งถล่มทลายในเนปาล คว้าที่นั่ง 182

พรรค RSP ของบาลานดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งถล่มทลายในเนปาล คว้าที่นั่งสภา 182 ที่นั่ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศเนปาลได้เปิดเผยผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยปรากฏว่าพรรค ราษฎริยสวตันตระ (RSP) ซึ่งเป็นพรรคสายกลางของนายบาลานดรา ชาห์ อดีตแรปเปอร์ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาได้ถึง 182 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากสำเร็จอย่างถล่มทลาย

ผลการเลือกตั้งที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) ชุดใหม่จำนวน 275 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็นที่นั่งจากการเลือกตั้งโดยตรง 165 ที่นั่ง และจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สัดส่วน) อีก 110 ที่นั่ง นายนารายัน ปราสาท ภัตตาไร โฆษกคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่า "การนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลงแล้ว"

ในระบบเลือกตั้งโดยตรง พรรค RSP คว้าไปได้ 125 จาก 165 ที่นั่ง และได้เพิ่มอีก 57 ที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลให้พรรคขาดอีกเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้นก็จะครองเสียงข้างมากเด็ดขาดแบบ 2 ใน 3

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความพ่ายแพ้ของพรรคการเมืองใหญ่

ส่วนพรรคคู่แข่งอย่าง เนปาลี คองเกรส ซึ่งเคยเป็นพรรคใหญ่ที่สุดในสภาชุดก่อน ได้ไปเพียง 38 ที่นั่ง ส่วนพรรคมาร์กซิสต์ (CPN-UML) ของนายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปเพียง 25 ที่นั่ง ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (ลัทธิเหมา) ได้ไป 7 ที่นั่ง

นายภัตตาไรกล่าวเสริมว่า "ในวันนี้ได้มีการส่งจดหมายไปยังพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คัดเลือกรายชื่อผู้สมัครและเสนอต่อคณะกรรมการภายใน 3 วัน"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การเลือกตั้งในยุคเจนซีและความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

นี่ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเนปาลนับตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันโดยกลุ่มเยาวชนเจนซี (Gen Z) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งบานปลายจนกลายเป็นเหตุรุนแรงและนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อน กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองของเนปาลตกอยู่ในวงจรของรัฐบาลผสมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค โดย 2 ใน 3 นั้นเป็นพรรคคอมมิวนิสต์

การเลือกตั้งในครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มเจนซี จะประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวคนทั้งประเทศได้หรือไม่ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะให้คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านบททดสอบเข้ามากำหนดอนาคต หรือว่าเหล่านักการเมืองรุ่นใหญ่ระดับแถวหน้า ผู้ซึ่งครองอำนาจมานานหลายทศวรรษ จะยังคงรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้