IEA อนุมัติระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล
IEA อนุมัติระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่สุด 400 ล้านบาร์เรล

IEA อนุมัติระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ได้ประกาศการตัดสินใจครั้งสำคัญทางพลังงานโลก เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยมีมติเป็นเอกฉันท์จากชาติสมาชิกทั้งหมด 32 ประเทศ ให้เริ่มการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร ด้วยปริมาณมหาศาลถึง 400 ล้านบาร์เรล การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยซึ่งสร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก

การตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานระดับโลก

นายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของ IEA เปิดเผยระหว่างการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ขององค์กรว่า "ประเทศสมาชิก IEA จะนำน้ำมันจำนวน 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาดเพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย" เขาย้ำถึงความรุนแรงของสถานการณ์โดยกล่าวเสริมว่า "ความท้าทายในตลาดน้ำมันที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นมีขนาดใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นผมจึงยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศสมาชิก IEA ได้ตอบสนองด้วยการดำเนินมาตรการฉุกเฉินร่วมกันในระดับที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์เช่นนี้"

นอกจากนี้ IEA ยังได้ย้ำถึงกรอบเวลาการดำเนินการ โดยจะมีการนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาดภายใน "กรอบเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภายในประเทศ" ของสมาชิกแต่ละราย ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการวิกฤตพลังงานครั้งนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ประวัติศาสตร์การระบายน้ำมันสำรองของ IEA

การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 6 ที่ IEA อนุมัติการระบายน้ำมันสำรองอย่างเป็นระบบ โดย 5 ครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 2534, 2548, 2554 และ 2 ครั้งในปี 2565 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่องค์กรต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา การระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีปริมาณมากที่สุด แต่ยังเกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงาน

มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยบรรเทาความกดดันด้านราคาน้ำมันในตลาดโลก และสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานพลังงาน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังคงจับตาดูผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานของประเทศมหาอำนาจ