จาเร็ด คุชเนอร์: ทูตเงาผู้กุมบังเหียนการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และเส้นทางอำนาจที่เต็มไปด้วยข้อกังวล
เวทีการทูตโลกกำลังจับตาดู จาเร็ด คุชเนอร์ อย่างหนักหน่วง แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาลสหรัฐฯ แต่กลับมีอิทธิพลสูงในเกมเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ท่ามกลางข้อครหาเรื่องความใกล้ชิดกับอิสราเอล และผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจส่วนตัวของเขา คำถามสำคัญคือ นี่คือการทูตเพื่อชาติ หรือการรวบรวมทั้งอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้าด้วยกัน
จากตระกูลมหาเศรษฐีสู่การเมืองระดับโลก
จาเร็ด คอรีย์ คุชเนอร์ เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2524 ในเมืองลิฟวิงสตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาเป็นบุตรชายคนโตของ ชาร์ลส์ คุชเนอร์ มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้บริจาครายใหญ่ของพรรคเดโมแครตในขณะนั้น ชีวิตวัยเด็กของจาเร็ดถูกหล่อหลอมในครอบครัวชาวยิวออร์โธดอกซ์ที่เคร่งครัด ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับอิสราเอล ถึงขนาดที่เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล เคยมาค้างคืนที่บ้านตระกูลคุชเนอร์ในนิวเจอร์ซีย์
เส้นทางการศึกษาของจาเร็ดเริ่มต้นที่โรงเรียนมัธยมฟริสช์ ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีรายงานอ้างว่าพ่อของเขาได้บริจาคเงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัยก่อนที่เขาจะได้รับความเห็นชอบให้เข้าเรียน แม้ทางโฆษกของตระกูลคุชเนอร์จะปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวก็ตาม จาเร็ดสำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ดในปี พ.ศ. 2546 และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) และนิติศาสตร์ (JD) จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในปี พ.ศ. 2550
วิกฤตตระกูลและการก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจ
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของจาเร็ดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2548 เมื่อชาร์ลส์ คุชเนอร์ พ่อของเขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี ข่มขู่พยาน และบริจาคเงินรณรงค์หาเสียงอย่างผิดกฎหมาย จาเร็ดในวัยเพียง 24 ปี ต้องก้าวขึ้นมารับผิดชอบอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวแทนพ่อที่ติดคุก เขาแสดงความทะเยอทะยานด้วยการซื้อหนังสือพิมพ์ The New York Observer ในปี พ.ศ. 2549 ด้วยมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์
และในปี พ.ศ. 2550 เขาได้สร้างความฮือฮาด้วยการซื้ออาคารสำนักงานเลขที่ 666 Fifth Avenue ในแมนแฮตตันด้วยราคาสูงถึง 1,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเวลานั้น แม้ว่าต่อมาโครงการนี้จะประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักในช่วงวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่เขาก็สามารถประคองธุรกิจและได้รับตำแหน่งซีอีโอของ Kushner Companies ในปี พ.ศ. 2551
การแต่งงานที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมือง
ในปี พ.ศ. 2552 จาเร็ด คุชเนอร์ ได้เข้าพิธีวิวาห์กับ อิวังกา ทรัมป์ บุตรสาวของโดนัลด์ ทรัมป์ การแต่งงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเชื่อมโยง 2 ตระกูลมหาเศรษฐีเข้าด้วยกัน แต่ยังทำให้อิวังกาเปลี่ยนมานับถือศาสนายิวตามสามี และเป็นการปูทางไปสู่บทบาททางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เจาะบทบาท "จาเร็ด คุชเนอร์" ทูตนอกทำเนียบผู้กุมบังเหียนเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2559 จาเร็ด คุชเนอร์ กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในทีมรณรงค์หาเสียง เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลกลยุทธ์ด้านดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย โดยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างโครงการอะลาโม (Project Alamo) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งขนาดใหญ่ และประสานงานกับหน่วยวิจัยเคมบริดจ์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสาร นอกจากนี้ เขายังมีส่วนสำคัญในการร่างสุนทรพจน์ การจัดหาของที่ระลึก และการคัดเลือกไมค์ เพนซ์ เป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดี
รัฐมนตรี "สารพัดประโยชน์" ในทำเนียบขาว
หลังจากทรัมป์ชนะเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2560 จาเร็ดได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี บทบาทของเขาในทำเนียบขาวนั้นกว้างขวางจนถูกเรียกว่าเป็น "รัฐมนตรีสารพัดประโยชน์" (Jack-of-all-trades) โดยเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการสำคัญ ๆ มากมาย ตั้งแต่การปฏิรูประบบยุติธรรมทางอาญา การแก้ปัญหายาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ การปรับปรุงกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก ไปจนถึงการจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมอเมริกันเพื่อนำรูปแบบธุรกิจเอกชนมาใช้ในภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาของเขาในทำเนียบขาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาถูกตรวจสอบอย่างหนักจากการสืบสวนเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งของรัสเซีย และเผชิญกับปัญหาด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย ซึ่งเขาถูกลดระดับการเข้าถึงข้อมูลลับเนื่องจากยังไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งมีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต้องใช้อิทธิพลส่วนตัวเพื่อบีบให้เจ้าหน้าที่ยอมรับการเข้าถึงข้อมูลระดับสูงสุดของเขา
ความสำเร็จในตะวันออกกลางและข้อตกลงอับราฮัม
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของคุชเนอร์คือการเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และซูดาน คุชเนอร์มองว่าการแก้ปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์แบบเดิมนั้นเป็นไปได้ยาก เขาจึงหันไปสร้างพันธมิตรระหว่างอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับนิกายซุนนีที่มีศัตรูร่วมกันคืออิหร่าน
ความสำเร็จนี้ทำให้เขาได้รับคำชมในฐานะนักเจรจาที่มองโลกตามความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกวิจารณ์ว่าละเลยสิทธิของชาวปาเลสไตน์
โลกการเมืองสู่โลกการเงิน กับการก่อตั้ง Affinity Partners
หลังจากพ้นจากตำแหน่งในปี พ.ศ. 2564 จาเร็ดและอิวังกาย้ายไปอยู่ที่ไมอามี รัฐฟลอริดา เขาไม่ได้กลับไปบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ได้ก่อตั้งบริษัทไพรเวทอิควิตี้ชื่อว่า Affinity Partners บริษัทนี้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการการเงินด้วยการระดมทุนได้มหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็ว
โดยเฉพาะเงินลงทุนจำนวน 2,000 ล้านดอลลาร์จากกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (PIF) ของซาอุดีอาระเบีย ภายใต้การนำของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน รวมถึงทุนจากกาตาร์และ UAE นักวิจารณ์และสมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามว่า เหตุใดกองทุนเหล่านี้ถึงมอบเงินให้คุชเนอร์ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านไพรเวทอิควิตี้มาก่อน และสงสัยว่านี่คือ "ค่าตอบแทน" สำหรับสิ่งที่เขาทำให้ในทำเนียบขาวหรือไม่
ข้อมูลระบุว่า Affinity Partners มีทรัพย์สินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นจาก 3,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 เป็น 4,800 ล้านดอลลาร์ในปลายปีเดียวกัน และทะลุ 5,400 ล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2568
บทบาทในปัจจุบัน: ทูตเงาและพายุแห่งจริยธรรม
ปัจจุบันในปี พ.ศ. 2569 ในสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีทรัมป์ บทบาทของจาเร็ด คุชเนอร์ ยิ่งทวีความซับซ้อนและน่ากังวลมากขึ้น รายงานจากสภาคองเกรสระบุว่าคุชเนอร์ได้รับอำนาจควบคุมนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งที่เป็นทางการก็ตาม
เขายังคงเป็นตัวละครหลักหลังฉากในการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านและการเจรจากับรัสเซีย ในขณะที่ตัวเขาเองยังคงรับเงินเดือนและค่าธรรมเนียมหลายล้านดอลลาร์จากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่น ๆ ในอ่าวอาหรับ รายงานฉบับล่าสุดจากวุฒิสมาชิกรอน ไวเดน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโรเบิร์ต การ์เซีย ระบุว่าคุชเนอร์กำลังพยายามระดมทุนจากต่างชาติเพิ่มอีกอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับบริษัท Affinity Partners ในขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเจรจาที่ตะวันออกกลาง
มีการประมาณการว่าเขาได้รับค่าธรรมเนียมจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียไปแล้วมากกว่า 110 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 สำหรับบริการจัดการการลงทุนที่แทบจะไม่สร้างกำไรคืนกลับไปให้ผู้ลงทุนเลย สถานการณ์นี้ถูกตราหน้าว่าเป็น "การฉ้อโกง" และอาจเข้าข่ายการเป็นตัวแทนต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน
ความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนรุนแรงขึ้นเมื่อพบว่า Affinity Partners นำเงินทุนจากอาหรับไปลงทุนในธุรกิจของอิสราเอล ซึ่งแม้ด้านหนึ่งจะดูเหมือนการสร้างสะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นการใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตเพื่อปูทางให้ธุรกิจส่วนตัว สภาคองเกรสได้ยื่นคำขาดให้ Affinity Partners ส่งมอบข้อมูลรายละเอียดการจ่ายเงินจากรัฐบาลต่างประเทศและตารางการเดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศของคุชเนอร์ภายในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569 เพื่อตรวจสอบว่ามีความซ้อนทับกันระหว่างงานของรัฐและงานธุรกิจส่วนตัวหรือไม่
นอกจากนี้ แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันเองอย่างวุฒิสมาชิก ธอม ทิลลิส ก็ยังออกมาวิจารณ์ว่าการให้คุชเนอร์เป็นผู้นำการเจรจาสันติภาพนั้น "ไม่สมเหตุสมผล" เนื่องจากเขาไม่ได้ผ่านการรับรองจากวุฒิสภาและไม่มีการตรวจสอบอย่างเหมาะสม
สรุป: เส้นทางอำนาจที่ยังคงถูกตั้งคำถาม
จากประวัติของจาเร็ด คุชเนอร์ เราจะเห็นภาพของชายที่เติบโตมาท่ามกลางอำนาจและเงินตรา เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง และมีความจงรักภักดีต่อครอบครัวอย่างสูงสุด ในหนังสือบันทึกความทรงจำ Breaking History ของเขา คุชเนอร์พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้มาแก้ปัญหาที่ไม่มีใครทำได้ แต่เหล่านักวิจารณ์กลับมองว่ามันเป็นหนังสือที่ขาดความตระหนักรู้ในตนเองและเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อขัดเกลาภาพลักษณ์
ในปัจจุบัน จาเร็ด คุชเนอร์ ยืนอยู่บนจุดตัดระหว่างการเป็นมหาเศรษฐีผู้ประสบความสำเร็จทางการเงินระดับพันล้านดอลลาร์และการเป็นผู้เล่นทรงอิทธิพลที่สุดในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ แต่คำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่คือ เขากำลังรับใช้ผลประโยชน์ของอเมริกา หรือกำลังรับใช้กระเป๋าเงินของตนเองและพันธมิตรต่างชาติกันแน่ การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นจากสภาคองเกรสในอนาคตอันใกล้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเส้นทางอำนาจของ "ลูกเขยผู้นี้" จะลงเอยด้วยการเป็นวีรบุรุษนักเจรจา หรือบทเรียนราคาแพงของจริยธรรมทางการเมืองสหรัฐฯ



