อิหร่านขู่ถอนตัวจากข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ หลังอิสราเอลโจมตีเลบานอนอย่างหนัก
ในวันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2569) สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศว่าจะถอนตัวจากข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐอเมริกา หากอิสราเอลยังคงดำเนินการโจมตีเลบานอนต่อไป การขู่ว่าจะถอนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่รุนแรงขึ้นในเลบานอน ส่งผลให้กระบวนการสันติภาพที่เพิ่งเริ่มต้นกลับสั่นคลอนอย่างหนัก
การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในเลบานอน
ตามรายงานของสำนักข่าว Al Jazeera กองทัพอิสราเอลได้โจมตีทางอากาศกว่า 100 ครั้งในหลายจุดทั่วประเทศเลบานอน ภายในระยะเวลาเพียง 10 นาที โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าใดๆ การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามในภูมิภาคเริ่มต้นขึ้น สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางและเพิ่มความหวาดกลัวในหมู่พลเรือน
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ออกมายืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทำไว้กับสหรัฐฯ และอิหร่านนั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงเลบานอน และกองทัพอิสราเอลได้ชี้แจงประเด็นนี้อย่างชัดเจนในช่วงบ่ายวันนี้ การยืนยันดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นในพื้นที่
ปฏิกิริยาจากอิหร่านและนานาชาติ
อิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน กำลังพิจารณามาตรการลงโทษอิสราเอล จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า อิหร่านอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางทหารหรือการทูตเพื่อกดดันอิสราเอลให้ยุติการโจมตี
ด้านนายกรัฐมนตรีปากีสถานได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ โดยระบุว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงถือเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการสันติภาพ แม้จะไม่ได้เจาะจงถึงการละเมิดครั้งใดครั้งหนึ่งโดยตรง แต่เขาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจและเคารพข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อเปิดทางให้การทูตมีบทบาทนำในการยุติความขัดแย้งอย่างสันติ
ทรัมป์ชี้แจงการโจมตีของอิสราเอล
ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมายืนยันว่า การโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลนั้น เป็นการปะทะกันที่แยกออกมากับกลุ่มเฮซบอลลาห์ ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การชี้แจงของทรัมป์สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดอาจลุกลามไปสู่ความขัดแย้งที่กว้างขวางขึ้นได้ หากไม่มีมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง



