ผู้นำยุโรปวิจารณ์สหรัฐฯ หลังผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ท่ามกลางเหตุโจมตีสถานทูตในอิรัก
ยุโรปวิจารณ์สหรัฐฯ ผ่อนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

ผู้นำยุโรปวิจารณ์สหรัฐฯ หลังผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ท่ามกลางเหตุโจมตีสถานทูตในอิรัก

วันนี้ (14 มีนาคม 2569) เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ภาพจากระยะไกลแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างส่วนบนสุดของอาคารสถานทูตได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุหรือแรงจูงใจที่ชัดเจน

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อสู่สัปดาห์ที่ 3

เหตุโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว โดยชาติอาหรับในภูมิภาคยังคงต้องสกัดกั้นอาวุธเหนือน่านฟ้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุน ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยระบุว่า แม้จะสนับสนุนสิทธิของอิหร่านในการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ขอเรียกร้องให้อิหร่านละเว้นจากการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันหยุดสงครามและรักษาความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องเอาไว้

ผู้นำยุโรปวิจารณ์สหรัฐฯ หลังประกาศผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

ในเวลาเดียวกัน ผู้นำชาติยุโรปต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐอเมริกาอย่างหนัก หลังประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยเปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียเฉพาะที่บรรทุกอยู่บนเรือได้เป็นเวลา 30 วัน อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป ระบุว่า การตัดสินใจฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของยุโรป พร้อมทั้งชี้ว่า การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทรัพยากรให้รัสเซียในการรุกรานยูเครน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนฝรั่งเศส กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ อาจทำให้รัสเซียมีรายได้เพิ่มสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในสงคราม และไม่ช่วยให้เกิดสันติภาพอย่างแน่นอน เอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เน้นย้ำว่า การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ไม่สามารถใช้เป็นความชอบธรรมในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรได้ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรีแคนาดายืนยันจุดยืนในการคงมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่ระบุชัดเจนว่า การตัดสินใจครั้งนี้ของสหรัฐฯ เป็นความผิดพลาด ขณะที่ฝั่งรัสเซียมองว่าการที่สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการสร้างเสถียรภาพให้ตลาดพลังงานโลก ซึ่งทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่าหากไม่มีน้ำมันปริมาณมหาศาลจากรัสเซียเข้าสู่ตลาด การสร้างเสถียรภาพดังกล่าวย่อมเป็นไปไม่ได้

บทสรุปของความขัดแย้งที่ซับซ้อน

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทั้งในด้านสงครามทางทหารในตะวันออกกลางและมาตรการทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียได้จุดประกายการวิพากษ์วิจารณ์จากพันธมิตรในยุโรป ขณะที่เหตุโจมตีสถานทูตในอิรักย้ำเตือนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ยังคงดำรงอยู่ ท่ามกลางความพยายามในการหาทางออกเพื่อสันติภาพในภูมิภาค