ศบก.เผยสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด อาเซียนเรียกร้องยุติความรุนแรง คนไทยอพยพกลับ 591 คน
ศบก.เผยตะวันออกกลางตึงเครียด อาเซียนเรียกร้องยุติความรุนแรง

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเผยสถานการณ์ตึงเครียด อาเซียนเรียกร้องยุติความรุนแรง

วันนี้ (14 มีนาคม 2569) เวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการให้ความช่วยเหลือคนไทย โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ รายงานว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มขยายวงออกไปนอกเหนือเป้าหมายทางทหาร

สถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

นายปาณิดลเปิดเผยว่า อิหร่านได้ยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่กองทัพอิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลลาห์ยังโจมตีตอบโต้กันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอิสราเอล–เลบานอนและในกรุงเบรุต นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบในอิรักยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยที่อยู่ในภูมิภาคพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และติดตามข่าวสารรวมทั้งคำแนะนำจากช่องทางทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ พร้อมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อเพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อาเซียนเรียกร้องทุกฝ่ายยุติความรุนแรงและกลับสู่แนวทางการทูต

ในด้านกรอบความร่วมมืออาเซียน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. นายสีหศักดิ์ พ่วงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธานการประชุม

ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความตึงเครียด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและกลับเข้าสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็ว พร้อมทั้งย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลกระทบที่มีต่อภูมิภาคอาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจและพลังงาน ไทยได้เสนอให้กระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานเอกอัครราชทูตในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน และยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียนให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก

ความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือไทยและคนไทยในพื้นที่

สำหรับความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยประสบเหตุบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือไทยจำนวน 20 คนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วนั้น บริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมืองคาซับ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินนานาชาติมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินและส่งมอบให้ลูกเรือทั้ง 20 คนเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวต้องเดินทางผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนกลับเข้าสู่โอมาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้าน เพื่อเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับลูกเรือทั้ง 20 คน ล่าสุดลูกเรือทั้งหมดได้รับวีซาเข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว และทางการโอมานได้ยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่กรุงมัสกัต คาดว่าลูกเรือจะเดินทางถึงไทยในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569

ในส่วนของการเร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ

ภาพรวมการอพยพคนไทยกลับประเทศ

สำหรับสถานการณ์ของคนไทยในประเทศอื่น ๆ เมื่อเช้าวันนี้ คนไทยกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางออกจากอิหร่าน 7 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งได้ย้ายที่ทำการชั่วคราวไปยังศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ประเทศตุรกี และได้อพยพคนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่านได้ครบทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตยังคงติดต่อและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติม

ในส่วนของสถานการณ์ในอิสราเอล เนื่องจากสถานการณ์การโจมตีระหว่างอิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มเฮซบอลลาห์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอลให้เตรียมเข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที หากได้ยินเสียงไซเรน และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณชายแดนตอนเหนือของประเทศ

ภาพรวมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และประสานงานกับสายการบิน รวมทั้งจัดหาสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้แก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้ รวมถึงช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่ยังคงปิดน่านฟ้า เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดน เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียงเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย หรือเดินทางไปยังประเทศที่สามเพื่อเดินทางกลับทางอากาศต่อได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ติดค้างและได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว รวมทั้งสิ้น 591 คน

สถานการณ์แรงงานไทยในตะวันออกกลาง

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่ทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง 67,047 คน โดยมีผู้แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 977 คน ขณะนี้ได้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน และมีอีก 9 คนจากประเทศบาห์เรนที่มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 15 มีนาคม 2569