อดีตนายพลเมียนมาแฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย
อดีตนายพลเมียนมาแฉกองทัพทิ้งระเบิดค่ายเชลยตัวเอง

อดีตนายพลเมียนมาแฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย

อดีตนายพลจัตวา ตอง ตุน ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุโจมตีทางอากาศในรัฐยะไข่ของเมียนมา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลช็อกโลก โดยกล่าวหากองทัพรัฐบาลเมียนมาว่าจงใจทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยที่มีทหารฝ่ายตนถูกควบคุมตัวอยู่ ส่งผลให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตอย่างน้อย 116 นาย ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569

รายละเอียดการโจมตีที่สร้างความเสียหายรุนแรง

ตามรายงานจากสื่อท้องถิ่น การโจมตีทางอากาศต่อค่ายเชลยศึกในรัฐยะไข่ ซึ่งควบคุมโดยกองกำลังชาติพันธุ์อารกัน ในพื้นที่ดาร์ลัตเชา ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีเครื่องบินรบ 4 ลำ และเครื่องบินแบบ Y-12 อีก 4 ลำ เข้าร่วมปฏิบัติการ ทิ้งระเบิดต่อเนื่องตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น. เป็นต้นไป

ผลจากการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นทหารรัฐบาลอย่างน้อย 116 นาย รวมถึงนายพลหนึ่งนายและนายทหารระดับพันตรีหลายคน โดยผู้เสียชีวิตรวมถึงมยิน ชเว นายพลจัตวาของกองทัพเมียนมา พร้อมด้วยแพทย์ทหารและนายทหารระดับสูงอีกหลายราย นอกจากนี้ยังมีนักโทษพลเรือนเสียชีวิตจำนวนหนึ่งและมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 32 คน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

คำให้การของอดีตนายพลที่รอดชีวิต

ตอง ตุน อดีตนายพลจัตวาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคตะวันตกในเมืองอันน์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ กองทัพได้ทำการบินลาดตระเวนเหนือค่ายหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่กองทัพจะไม่รู้ว่าพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นเรือนจำ เขาย้ำว่า นี่เป็นการโจมตีที่กองทัพเมียนมารู้ทั้งรู้ว่ากำลังทิ้งระเบิดใส่ทหารของตนเอง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มุมมองของนักวิเคราะห์ต่อยุทธวิธีของกองทัพเมียนมา

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า การโจมตีค่ายเชลยในครั้งนี้อาจเป็นยุทธวิธีข่มขู่ทหารของรัฐบาล เพื่อส่งสัญญาณว่าการยอมจำนนต่อฝ่ายต่อต้านจะไม่ถูกยอมรับ โดยนับตั้งแต่สูญเสียพื้นที่จำนวนมากในรัฐยะไข่ กองทัพเมียนมามักใช้การโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านควบคุม รวมถึงค่ายเชลย โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนพลเรือน ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในความขัดแย้งภายในประเทศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในเมียนมาที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน สร้างความวิตกกังวลต่อประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้ง