เรือสินค้าไทย 'มยุรี นารี' ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนวิกฤตความมั่นคงทางทะเล
เรือสินค้าสัญชาติไทยชื่อ มยุรี นารี ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างรุนแรง ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดแคบที่สุดที่มีความกว้างเพียง 34 กิโลเมตรเท่านั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
การช่วยเหลือลูกเรือและความร่วมมือระหว่างประเทศ
โชคดีที่ลูกเรือจำนวน 20 คนได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยโดยกองทัพเรือโอมาน อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกเรือไทยอีก 3 คนที่ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงบนเรือลำดังกล่าว พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือไทย ได้ประสานงานขอบคุณไปยังผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน พร้อมทั้งขอความช่วยเหลือในการติดตามและช่วยเหลือลูกเรือไทยที่เหลืออยู่บนเรือ
ไม่เพียงแต่เรือบรรทุกสินค้าจากไทยเท่านั้นที่ตกเป็นเป้าโจมตี แต่ยังรวมถึงเรือบรรทุกสินค้าของต่างประเทศอีก 2 ลำ จากประเทศญี่ปุ่นและหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งได้รับความเสียหายเช่นกัน โดยเรือของไทยถือว่ามีความเสียหายรุนแรงกว่าเรือลำอื่นๆ
การโจมตีด้วยโดรนใต้น้ำและผลกระทบที่ตามมา
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า อิหร่านได้ใช้โดรนใต้น้ำในการยิงถล่มเรือบรรทุกน้ำมันจากอิรักอีก 2 ลำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับการช่วยเหลืออีก 38 คน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิหร่านประกาศขู่ห้ามเรือทุกประเภทแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และประกาศว่า กองทัพอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดไว้ในพื้นที่แล้ว
พลเรือเอกจุมพล ลุมพิกานนท์ อดีตรองโฆษกกองทัพเรือและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลและยุทธศาสตร์ ระบุว่า สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซตามที่ได้ประกาศไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว และมีการประกาศห้ามเดินเรือผ่านบริเวณดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ยุทโธปกรณ์ที่ใช้และความกังวลต่อทุ่นระเบิด
ประเด็นที่น่าสนใจคือ อิหร่านใช้ยุทโธปกรณ์ใดในการโจมตีเรือบรรทุกสินค้า เช่น เรือมยุรี นารี ของไทย ที่มีร่องรอยคล้ายกระสุนบริเวณท้ายเรือใกล้หางเสือ ห่างจากระดับผิวน้ำประมาณครึ่งเมตร และเกิดเพลิงไหม้บริเวณท้ายเรือตามมา หรือเรือของประเทศอื่นๆ ที่มีร่องรอยความเสียหายข้างกราบเรือ
อาจเป็นโดรนหรือระบบไร้คนขับที่มีหลายชนิด ทั้งทางอากาศ พื้นผิวน้ำ และใต้น้ำ ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะสามารถนำไปสู่การวิเคราะห์ว่า กองทัพสหรัฐฯ จะใช้ยุทธศาสตร์ใดในการโจมตีเพื่อยึดคืนช่องแคบฮอร์มุซจากอิหร่าน
พลเรือเอกจุมพลยังมีความเห็นสอดคล้องกับ พลตรีพงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่แสดงความเป็นห่วงกรณีอิหร่านประกาศวางทุ่นระเบิดทางทะเลไว้ เพราะจะเป็นปัญหาใหญ่และนำไปสู่ความยุ่งยากมากสำหรับการเก็บ กู้ หรือแม้แต่ทำลาย ไม่ต่างจากเมื่อครั้งสงครามอ่าวเปอร์เซียในอดีต
โดยประเมินกันว่า ทุ่นระเบิดที่อิหร่านใช้อาจมีจำนวนประมาณ 5,000 ถึง 8,000 ลูก ซึ่งยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนในขณะนี้
ความเสี่ยงต่อคนไทยและการเตรียมการอพยพ
อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ หากสถานการณ์ความรุนแรงยืดเยื้อกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้ 4 สัปดาห์ เนื่องจากอิหร่านได้แสดงออกถึงการเตรียมพร้อมรับมือสหรัฐฯ และอิสราเอล แทนที่จะเป็นสัญญาณอ่อนข้อหรือยอมจำนน
การอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ไม่เพียงแค่ในอิสราเอลที่มีประมาณ 75,000 คน และที่ยังเหลือในอิหร่าน แต่ยังอาจรวมถึงในประเทศอื่นที่อาจได้รับผลกระทบ รวมแล้วอาจสูงถึงหลักแสนคน จะทำอย่างไร
ไม่ว่าจะทางอากาศ โดยส่งเครื่องบินกองทัพอากาศไปรอรับ ก็ต้องเคลื่อนย้ายทางบกข้ามประเทศไปที่ตุรกี หรือจะส่งเรือไปรับโดยกองทัพเรือ ก็จะต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยเป็นจุดรับ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นที่ไหนและจะเดินทางไปได้อย่างไร
ถ้าเป็นทางเรือ ลำหนึ่งเที่ยวหนึ่งอาจรับได้ประมาณ 1,000 คน ใช้เวลาเดินเรือหากมีจุดไปรับชัดเจนประมาณ 10 ถึง 20 วัน ก็จะต้องจัดเตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้บนเรือให้เพียงพอ และไม่รู้ต้องใช้กี่ลำกี่เที่ยว
ยังไม่นับเรือและลูกเรือประเภทต่างๆ ที่อาจยังตกค้างอยู่ในพื้นที่ท่าเรืออื่นๆ บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ที่ยังไม่ชัดเจนว่ามีเท่าใด นี่เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งอันเป็นผลจากสถานการณ์การปะทะและความรุนแรงที่ยังคงดำเนินไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ขึ้นชื่อว่า สงคราม ไม่เคยปรานีหรือมี ดอกไม้ ให้ใคร ดังที่ ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโสได้ระบุไว้ในรายงานข่าววันที่ 13 เกี่ยวกับความร้อนระอุในตะวันออกกลางที่ยังไม่หยุดลง



