กต.เรียกร้องทุกฝ่ายลดความตึงเครียด-เจรจา หลังเรือไทยถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ
กต.เรียกร้องลดความตึงเครียด หลังเรือไทยถูกโจมตี

กระทรวงการต่างประเทศเรียกร้องทุกฝ่ายลดความตึงเครียดและกลับสู่การเจรจา หลังเรือไทยถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 11 มีนาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแถลงการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความกังวลอย่างยิ่งของประเทศไทยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการโจมตีเรือสัญชาติไทยลำหนึ่งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีลูกเรือชาวไทยอยู่บนเรือถึง 23 คน

สถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าวิตก

กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา รวมถึงการตอบโต้โดยอิหร่าน ซึ่งการโจมตีที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มระดับความตึงเครียดทั้งภายในภูมิภาคและนอกภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในประเทศใกล้เคียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนของประเทศนอกภูมิภาค รวมถึงคนไทยด้วย

นอกจากนี้ เหตุการณ์ล่าสุดยังได้ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก การโจมตีเรือสัญชาติไทยในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ชัดเจนว่าวิกฤตการณ์อาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งที่กว้างขวางมากขึ้น หากไม่มีการจัดการอย่างเร่งด่วน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ประเทศไทยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ในห้วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระดับสากล

ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด ลดระดับความตึงเครียดลงในทันที และหันกลับสู่กระบวนการเจรจา การทูต และการหารืออย่างสันติวิธี เป้าหมายหลักคือเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายออกไปจนยากที่จะควบคุม และเพื่อหลีกเลี่ยงการบั่นทอนสันติภาพและเสถียรภาพทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

การเรียกร้องในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูต โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือเพื่อยุติความรุนแรงและสร้างบรรยากาศแห่งการเจรจาที่เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน