สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ซ้อมรบ Freedom Shield ญี่ปุ่นเร่งประจำการขีปนาวุธใหม่ท่ามกลางความตึงเครียด
สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ซ้อมรบ ญี่ปุ่นประจำการขีปนาวุธใหม่

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้เดินหน้าซ้อมรบ Freedom Shield ญี่ปุ่นเร่งประจำการขีปนาวุธใหม่

ในสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ได้เริ่มการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ภายใต้รหัส Freedom Shield ตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 การฝึกซ้อมครั้งนี้ถือเป็นการซ้อมรบร่วมประจำปีครั้งแรกจากทั้งหมด 2 ครั้งของทั้งสองประเทศ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อทดสอบศักยภาพและความพร้อมของปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน

รายละเอียดการซ้อมรบและความร่วมมือ

ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ทหารเกาหลีใต้มีส่วนร่วมในการซ้อมรบครั้งนี้ประมาณ 18,000 คน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการจากกองกำลังสหรัฐฯ เกี่ยวกับจำนวนทหารอเมริกันที่เข้าร่วม การซ้อมรบร่วมครั้งที่สองของทั้งสองฝ่ายภายใต้รหัส Ulchi Freedom Shield มักจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมของทุกปี โดยการฝึกซ้อมทั้งสองครั้งนี้ส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อประเมินและพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ญี่ปุ่นเร่งพัฒนากำลังรบและขีปนาวุธ

ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นกำลังเตรียมการประจำการขีปนาวุธ Type-12 รุ่นใหม่ชุดแรก ซึ่งพัฒนาขึ้นภายในประเทศโดยบริษัท Mitsubishi Heavy Industries Ltd. ขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้มีพิสัยการยิงไกลถึงประมาณ 1,000 กิโลเมตร นับเป็นการยกระดับจากรุ่นเดิมที่มีพิสัยเพียง 200 กิโลเมตร โดยมีกำหนดการประจำการที่ค่ายทหาร Camp Kengun ในจังหวัดคูมาโมโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ภายในสิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มิโนรุ คิฮารา หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ชุดฐานปล่อยขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้ได้ถูกส่งถึงค่ายทหารดังกล่าวล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังมีแผนขยายการประจำการขีปนาวุธ Type-12 ไปยังค่ายทหาร Camp Fuji ในจังหวัดชิซูโอกะ ทางตะวันตกของประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2569 นี้ด้วย

แผนการด้านกลาโหมและความมั่นคงของญี่ปุ่น

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้เลื่อนกำหนดประจำการขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมหนึ่งปี เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ว่า ญี่ปุ่นมีแผนประจำการขีปนาวุธพิสัยกลาง SAMs บนเกาะโยนากูริ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเกาะไต้หวันด้านตะวันออก ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2574

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยังประกาศว่าจะมีการปรับแก้นโยบายด้านกลาโหมและความมั่นคงภายในสิ้นปี พ.ศ. 2569 พร้อมทั้งยกเลิกข้อจำกัดต่าง ๆ ในการส่งออกอาวุธอานุภาพร้ายแรงของญี่ปุ่นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แผนการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมทหารของญี่ปุ่นและเสริมสร้างความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธมิตร ตามข้อเสนอของพรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคร่วมรัฐบาล

บริบทความตึงเครียดในภูมิภาคและตะวันออกกลาง

การเคลื่อนไหวทางทหารเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีอิหร่านยังไม่เสร็จสิ้น และมีรายงานการทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านแล้ว 28 ลำ นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่านยังรับผิดชอบในการโจมตีเรือไทยและไลบีเรียในช่องแคบฮอร์มุซ หลังเพิกเฉยต่อคำเตือนด้านความปลอดภัย

ในด้านเศรษฐกิจ อิหร่านยังคงเดินหน้าส่งน้ำมันดิบจำนวน 11 ล้านบาร์เรลให้กับจีน แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในปัจจุบัน