ทรัมป์ประกาศการโจมตีอิหร่านยังไม่จบ! ทำลายเรือวางทุ่นระเบิดแล้ว 28 ลำ
ทรัมป์ประกาศโจมตีอิหร่านยังไม่จบ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิดแล้ว

ทรัมป์ประกาศการโจมตีอิหร่านยังไม่จบ! ทำลายเรือวางทุ่นระเบิดแล้ว 28 ลำ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยว่า การโจมตีอิหร่านยังไม่เสร็จสิ้น แม้ว่าสหรัฐฯ จะเผชิญกับการโจมตีที่รุนแรงมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ และสูญเสียกำลังทางทหารอย่างหนัก ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และระบบต่อต้านอากาศยานจำนวนมาก โดยทรัมป์ย้ำว่าไม่มีสิ่งใดเลวร้ายกว่านี้แล้ว

สหรัฐฯ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านแล้ว 28 ลำ

ทรัมป์ยังเปิดเผยด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านไปแล้ว 28 ลำ และจะเดินหน้ากำจัดเรือดังกล่าวต่อไปอย่างต่อเนื่อง หลังเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ทรัมป์ได้เตือนอิหร่านให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในช่องแคบฮอร์มุซโดยทันที พร้อมขู่โจมตีรุนแรงหากไม่ปฏิบัติตาม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยระบุว่าสงครามใกล้จะจบลงแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะที่เด็ดขาด ขณะที่โฆษกทำเนียบขาวย้ำว่า สงครามจะไม่สิ้นสุดจนกว่าอิหร่านจะยอมจำนนอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข โดยทรัมป์จะเป็นผู้กำหนดว่าอิหร่านหมดความเป็นภัยคุกคามเมื่อใด พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีชาติเพื่อนบ้านทันที

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติรับมติประณามอิหร่าน

ในวันเดียวกัน (12 มีนาคม 2569) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้รับรองมติประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศในอ่าวเปอร์เซีย โดยมีสมาชิกยูเอ็นเอสซี 13 ประเทศลงคะแนนเห็นชอบ ขณะที่รัสเซียกับจีนงดออกเสียง สำหรับมติดังกล่าว บาห์เรนเป็นผู้ร่วมเสนอ และได้รับการสนับสนุนจาก 135 ประเทศ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ภายหลังการลงคะแนน เอกอัครราชทูตบาห์เรนประจำสหประชาชาติระบุว่า ผลการลงมติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากนานาชาติต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ถูกโจมตีในช่วง 12 วันที่ผ่านมา อีกทั้งยังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการโจมตีของอิหร่านต่อบาห์เรนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการโจมตีเป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่ผู้แทนของอิหร่านได้ออกมาแสดงความเห็นว่า การลงมติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมในกระบวนการตัดสินใจของสหประชาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินต่อไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง