ฝรั่งเศสสั่งแบนทูตสหรัฐฯ ห้ามเข้าพบรัฐบาล หลังไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน
ทางการฝรั่งเศสได้สั่งห้ามนายชาร์ลส์ คุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำฝรั่งเศส ไม่ให้เข้าพบสมาชิกรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการอีกต่อไป หลังจากที่เขาไม่เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสเพื่อชี้แจงกรณีสถานทูตสหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อเหตุสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดในประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงการเมืองภายใน
เหตุการณ์ที่นำไปสู่การแบนทูตสหรัฐฯ
การเรียกตัวทูตสหรัฐฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นายคุชเนอร์ชี้แจงกรณีที่สถานทูตสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อการเสียชีวิตของนายเกวนติน เดอรองก์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดชาวฝรั่งเศสที่ถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิตในการปะทะกับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจัด เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วฝรั่งเศสและถูกขนานนามว่าเป็น "เหตุการณ์ชาร์ลี เคิร์ก แห่งฝรั่งเศส"
สถานทูตสหรัฐฯ ในฝรั่งเศสและสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่ากำลังจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่า "ลัทธิซ้ายจัดหัวรุนแรงกำลังพุ่งสูงขึ้น" และควรได้รับการปฏิบัติในฐานะภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ
ปฏิกิริยาจากฝรั่งเศสและผลกระทบ
แหล่งข่าวทางการทูตฝรั่งเศสเปิดเผยว่า "หลังการเผยแพร่ความเห็นของสถานทูตสหรัฐฯ ต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องของการถกเถียงสาธารณะภายในชาติ และเราปฏิเสธที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ท่านทูตชาร์ลส์ คุชเนอร์ จึงถูกเรียกตัวมายังกระทรวงในวันนี้ แต่เขาไม่ปรากฏตัว"
แหล่งข่าวเสริมว่า "เมื่อต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดอย่างชัดเจนต่อความคาดหวังพื้นฐานในบทบาทของทูตผู้มีเกียรติที่เป็นตัวแทนประเทศ รัฐมนตรีจึงมีคำสั่งไม่ให้เขาเข้าถึงสมาชิกของรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรงอีกต่อไป"
นี่เป็นครั้งที่สองที่นายคุชเนอร์เพิกเฉยต่อการเรียกตัวของทางการฝรั่งเศส โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เขาเคยถูกเรียกตัวให้มาชี้แจงหลังจากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวยิวในฝรั่งเศส พร้อมทั้งวิจารณ์ทางการฝรั่งเศสว่าดำเนินการรับมือเรื่องนี้ไม่เพียงพอ
ความตึงเครียดทางการทูตที่เพิ่มขึ้น
การสั่งแบนครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการทูตระหว่างพันธมิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว



