รมว.ต่างประเทศไทยย้ำประตูเจรจาไทย-กัมพูชาเปิดกว้าง ไม่เห็นชอบดึงฝ่ายที่ 3 เข้ามาแทรกแซง
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว Reuters โดยหวังให้คณะกรรมการสันติภาพหรือบอร์ดสันติภาพเข้ามามีบทบาทช่วยลดความตึงเครียดและฟื้นฟูสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา
นายสีหศักดิ์ ระบุชัดเจนว่า ประตูสำหรับการพูดคุยระหว่างสองประเทศเปิดอยู่แล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องดึงฝ่ายที่สามหรือหันไปหาเวทีอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้นหรือเป็นการสร้างแรงกดดันต่อไทย โดยหากมีเจตนาดังกล่าวก็ไม่อาจช่วยให้ความขัดแย้งคลี่คลายลงได้
วิงวอนกัมพูชาไม่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อน พร้อมเดินหน้าพูดคุยทวิภาคี
รมว.ต่างประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยอยากวิงวอนให้กัมพูชาไม่ทำให้สถานการณ์ชายแดนยุ่งยากยิ่งขึ้น ขณะที่ไทยพยายามหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ และต้องการพูดคุยโดยตรงระหว่างสองฝ่ายเท่านั้น
การเคลื่อนไหวของนายกฯ กัมพูชาในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์พิเศษที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ตั้งแต่ความคาดหวังต่อบอร์ดสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ไปจนถึงการเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยผู้นำกัมพูชาระบุว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงเปราะบาง หลังจากที่กำลังพลไทยยึดครองดินแดนหลายจุดของกัมพูชา
เศรษฐกิจกัมพูชาปรับตัวหนักหลังความขัดแย้งชายแดนส่งผลกระทบวงกว้าง
สื่อต่างประเทศอย่าง South China Morning Post ของฮ่องกง ได้เผยแพร่บทความวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชากำลังบีบให้กัมพูชาต้องวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่และแสวงหาตลาดเพิ่มเติม
บทความดังกล่าวชี้ว่า กัมพูชาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์นี้ หลังจากที่แรงงานชาวกัมพูชาประมาณ 900,000 คน เดินทางจากไทยกลับประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้เงินโอนจากต่างประเทศลดลงมากถึงร้อยละ 60 ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ทั้งที่เงินโอนเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญของจีดีพีกัมพูชา
- แรงงานกัมพูชาที่กลับมาอาจเผชิญความยากลำบาก เนื่องจากมีตำแหน่งงานเพียงประมาณ 400,000 ตำแหน่งเท่านั้น และค่าจ้างมักต่ำกว่างานในไทย
- การปิดด่านพรมแดนที่ยาวนานส่งผลกระทบต่อการค้าที่มีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170,000 ล้านบาท
- ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทส่วนใหญ่ที่พึ่งพาไทยเกือบทุกขั้นตอนต้องเผชิญปัญหา
ด้านสภาหอการค้ายุโรปในกัมพูชามองว่า การปิดพรมแดนอาจดำเนินไปเป็นเวลานาน ซึ่งอาจผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างๆ หันไปพึ่งพิงประเทศอื่นอย่างมาเลเซียและเวียดนามมากขึ้น
กระแสคว่ำบาตรสินค้าไทยกระตุ้นภาคธุรกิจกัมพูชาปรับตัว
นอกจากนี้ กระแสคว่ำบาตรสินค้าไทยที่รุนแรงยังกระตุ้นให้ภาคธุรกิจในกัมพูชาต้องปรับตัวมากขึ้นเช่นกัน ส่วนการเยือนต่างประเทศของผู้นำกัมพูชาครั้งนี้อาจถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสวงหาตลาดใหม่ๆ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
โดยรวมแล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่การทูตและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจยืดเยื้อต่อไป



