ทรัมป์โบกมือลาจีน แม้ไร้ดีลพันล้าน แต่ฟื้นความสัมพันธ์ผู้นำสองมหาอำนาจ
ทรัมป์โบกมือลาจีน ไร้ดีลพันล้าน แต่ฟื้นสัมพันธ์ผู้นำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เดินทางเสร็จสิ้นภารกิจเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 หลังใช้เวลาอยู่ในจีนถึง 3 วันเต็ม การเยือนครั้งนี้ได้รับการจับตาจากทั่วโลก เนื่องจากเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบเกือบสิบปีของผู้นำสองมหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ แม้จะไม่มีการลงนามข้อตกลงที่จับต้องได้เพื่อแก้ไขความขัดแย้งเรื้อรัง แต่ทรัมป์สามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ส่วนตัวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้กลับมาอบอุ่นและมีเสถียรภาพอีกครั้ง

การทูตนุ่มนวลและภาพลักษณ์แห่งมิตรภาพ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในการเยือนครั้งนี้คือ การทูตแบบนุ่มนวล ที่รัฐบาลปักกิ่งจัดเตรียมไว้อย่างยิ่งใหญ่เพื่อต้อนรับทรัมป์ ภาพลักษณ์ความชื่นมื่นเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานานนับปี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบริบทที่เปลี่ยนไปนับตั้งแต่ทรัมป์มาเยือนจีนครั้งล่าสุดในปี 2560 เนื่องจากเกือบสิบปีที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทของวอชิงตันที่มีต่อโลกใหม่ ขณะที่สี จิ้นผิง ก็กระชับอำนาจภายในประเทศและเร่งปฏิรูปเทคโนโลยีขั้นสูงจนกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของสหรัฐฯ

ในวันแรกของการเยือน ทรัมป์ได้รับการต้อนรับด้วยพิธีการที่หรูหราตระการตาบริเวณหน้ามหาศาลาประชาชน มีทั้งวงดุริยางค์ทหาร การตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และกลุ่มเด็กนักเรียนที่โบกธงชาติต้อนรับ ซึ่งทำให้ทรัมป์มีท่าทางปลาบปลื้มอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงท่าทีให้เกียรติเจ้าบ้านอย่างหาได้ยาก เช่น การไม่ตอบคำถามของกลุ่มผู้สื่อข่าวอเมริกันที่พยายามตะโกนถามเรื่องไต้หวันในระหว่างเดินชมหอสักการะฟ้าเทียนถาน รวมถึงการยอมจิบแชมเปญในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ทั้งที่เขาเป็นคนไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความพิเศษขั้นสูงสุดเกิดขึ้นในวันสุดท้าย เมื่อสี จิ้นผิง นำทรัมป์เดินชมสวนเป็นการส่วนตัวภายใน จงหนานไห่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจอันลึกลับของพรรคคอมมิวนิสต์จีน น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสพื้นที่แห่งนี้ สี จิ้นผิง ระบุว่าการเชิญทรัมป์ครั้งนี้เป็นการตอบแทนที่ทรัมป์เคยเปิดรีสอร์ทมาร์-อา-ลาโก ต้อนรับเขาในอดีต การทูตที่ประณีตเหล่านี้สามารถบรรลุเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์แห่งเสถียรภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ประเด็นสงครามอิหร่านไร้ข้อสรุป

ประเด็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ความผันผวนมานานหลายเดือน ถูกนำเข้าสู่โต๊ะเจรจานานกว่า 2 ชั่วโมงในวันแรกของการพบปะ แต่สุดท้ายกลับไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าปักกิ่งยินดีจะกดดันอิหร่านอย่างที่สหรัฐฯ ต้องการ ทรัมป์เผยว่าสี จิ้นผิง เสนอตัวจะช่วยแก้ความขัดแย้งและสัญญาว่าจะไม่ส่งมอบอาวุธให้แก่ประเทศในกลุ่มข้อพิพาท ทว่ามาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กลับระบุว่าฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากจีนในเรื่องนี้

ในเอกสารสรุปการหารือของทำเนียบขาว ทั้งสองประเทศเห็นพ้องในเชิงหลักการว่าช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดกว้างและปลอดภัยสำหรับการเดินเรือ และอิหร่านต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เอกสารยังระบุว่าสี จิ้นผิง คัดค้านการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่ทางการทหาร และส่งสัญญาณว่าจีนอาจพิจารณาซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงด้านพลังงานในอนาคตเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการตอกย้ำจุดยืนเดิมของจีนที่เน้นบทบาทผู้สร้างสันติภาพและนโยบายไม่ส่งอาวุธให้แก่ประเทศที่อยู่ในความขัดแย้ง

ไต้หวัน เส้นแบ่งสีแดงของจีน

ในขณะที่ทรัมป์พยายามเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์ที่อบอุ่น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กลับใช้โอกาสที่เป็นเจ้าบ้านส่งคำเตือนที่เด็ดขาดที่สุดในเรื่อง ไต้หวัน ซึ่งจีนนิยามว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและอ่อนไหวที่สุด โดยเตือนทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า หากปัญหานี้ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ความสัมพันธ์จะมีความมั่นคง แต่ในทางกลับกัน หากจัดการไม่ดี ทั้งสองประเทศจะต้องเผชิญกับการปะทะและความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง

ถ้อยคำที่ดุดันเป็นพิเศษนี้สะท้อนความตั้งใจของปักกิ่งในการลากเส้นแบ่งสีแดงที่สหรัฐฯ ห้ามก้าวข้ามเด็ดขาด เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอ้างสิทธิ์เหนือเกาะไต้หวันและประกาศจะรวมชาติให้ได้ แม้ต้องใช้กำลังทหาร จีนจึงไม่พอใจมาโดยตลอดต่อการที่สหรัฐฯ รักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการและขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ ยืนยันว่าจุดยืนของอเมริกายังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายเพียงแถลงจุดยืนของตนเองแล้วเปลี่ยนไปหารือเรื่องอื่น และประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวันไม่ได้ถูกยกขึ้นมาพูดถึงเป็นสาระสำคัญ สหรัฐฯ ยังคงยืนยันว่าความพยายามใด ๆ ที่จะบังคับเพื่อเปลี่ยนสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของไต้หวัน ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ดีลเศรษฐกิจยังคลุมเครือ

ในด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์เตรียมเดินทางกลับสหรัฐฯ พร้อมประกาศชัยชนะเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าเพื่อเอาใจฐานเสียงในประเทศ แม้ข้อตกลงเหล่านั้นจะยังขาดรายละเอียดและไม่มีการยืนยันจากฝั่งจีน เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แถลงว่ารัฐบาลคาดหวังว่าจีนจะบรรลุข้อตกลงสั่งซื้อสินค้าเกษตรมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 ปี อย่างไรก็ตาม สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการสั่งซื้อถั่วเหลืองเพิ่มเติมจากจีนในดีลนี้ เนื่องจากได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้วภายใต้ข้อตกลงเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เกรียร์ระบุว่าจีนยอมรับที่จะต่ออายุใบอนุญาตการส่งออกเนื้อวัวของสหรัฐฯ หลังจากที่ใบอนุญาตของโรงงานกว่า 400 แห่งหมดอายุลงในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่าสี จิ้นผิง เห็นชอบที่จะสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากบริษัทโบอิงจำนวน 200 ลำ ซึ่งซีอีโอของโบอิงได้ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย แต่จุดสังเกตคือ จนถึงขณะนี้ ทางการจีนยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันข้อตกลงซื้อขายเฉพาะเจาะจงใด ๆ ตามที่ทีมงานของทรัมป์กล่าวอ้าง โดยเอกสารสรุปของทางการปักกิ่งระบุเพียงถ้อยคำกว้าง ๆ ว่าทั้งสองประเทศควรขยายการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าดีลเหล่านี้อาจเป็นเพียงการตกลงในหลักการวาจาที่ทรัมป์นำมาขยายผลในเชิงการเมืองภายในประเทศเท่านั้น

บทสรุปแห่งการเยือน

ทรัมป์กล่าวยกย่องสี จิ้นผิง ปิดท้ายว่า เขาเป็นคนนิ่ง ๆ ที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่มีเล่นเกม ไม่มีคุยเรื่องไร้สาระ โฟกัสแต่เรื่องธุรกิจอย่างเดียว และผมชอบคนแบบนั้น การเยือนปักกิ่งครั้งนี้จึงจบลงด้วยภาพความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย แม้ปัญหาลึก ๆ จะยังคงรอการแก้ไขในอนาคตก็ตาม แม้ไร้ข้อสรุปดีลใหญ่ แต่สิ่งที่โลกได้เห็นคือรอยยิ้มและการให้เกียรติของสองผู้นำมหาอำนาจ ที่อาจช่วยลดความร้อนแรงของสถานการณ์โลกได้ชั่วคราว