เปรูเลือกประธานาธิบดีคนที่ 8 ในรอบทศวรรษ หลังผู้นำรักษาการถูกปลดจากข้อหาทุจริต
สภาคองเกรสเปรูได้ลงมติเลือกนายโฮเซ มาเรีย บัลกาซาร์ สมาชิกนิติบัญญัติวัย 83 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ ซึ่งถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 8 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อและยาวนานมาหลายปี โดยภารกิจหลักของนายบัลกาซาร์คือการนำพาประเทศสู่การเลือกตั้งทั่วไปในอีก 5 เดือนข้างหน้า หลังผู้นำคนล่าสุดถูกถอดถอนจากตำแหน่งเนื่องจากขาดความเหมาะสมทางจริยธรรม
การเปลี่ยนผ่านอำนาจในภาวะวิกฤต
นายบัลกาซาร์ อดีตผู้พิพากษาและตัวแทนจากพรรค Perú Libre ฝ่ายซ้าย สามารถเอาชนะคู่แข่งอีก 3 รายในการลงคะแนนเสียง โดยได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากสมาชิกสภาทั้งหมด 130 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สภาได้ลงมติถอดถอนนายโฮเซ เฆรี ประธานาธิบดีรักษาการสายอนุรักษนิยมที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025
นายเฆรีถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังจากที่มีการเปิดเผยว่าเขาแอบไปพบปะหารือกับกลุ่มนักธุรกิจชาวจีน รวมถึงผู้รับเหมาของรัฐโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แม้ว่าเขาจะอ้างว่าเป็นการประสานงานเพื่อจัดงานเทศกาลเปรู-จีนก็ตาม ปัจจุบัน สำนักงานอัยการสูงสุดได้เริ่มการสอบสวนเบื้องต้นต่อนายเฆรีใน 2 ประเด็นหลัก คือ ข้อหากระทำการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเอกชนอย่างผิดกฎหมาย และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อรัฐ
ภารกิจสำคัญและความท้าทายในอนาคต
นายบัลกาซาร์จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นเวลา 5 เดือน เพื่อประคองสถานการณ์ทางการเมืองไปจนกว่าจะมีการส่งมอบอำนาจให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 เมษายนนี้ ซึ่งชาวเปรูจะต้องเลือกทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาชุดใหม่ โดยหากไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงเกิน 50% จะต้องมีการเลือกตั้งรอบตัดสินในเดือนมิถุนายน
การเปลี่ยนตัวผู้นำบ่อยครั้งของเปรูในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ฝังรากลึก ซึ่งเกิดจากการที่ผู้นำไม่มีเสียงข้างมากในสภา ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติมักใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญในข้อ "ความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมอย่างถาวร" เพื่อถอดถอนประธานาธิบดีอยู่บ่อยครั้ง
ผู้ที่จะมาสืบทอดอำนาจต่อจากนายบัลกาซาร์จะต้องเผชิญกับภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวิกฤตอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งเหตุฆาตกรรมและการกรรโชกทรัพย์ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักแก่เจ้าของธุรกิจรายย่อยและชนชั้นแรงงาน ขณะที่หลายกลุ่มการเมืองต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการให้หลักประกันว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด



