กต. แถลง 6 ประเด็นความคืบหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำเดินหน้าทวิภาคีหลังตั้งรัฐบาลใหม่
วันนี้ (18 ก.พ.2569) นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวประจำสัปดาห์เกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงความคืบหน้าและความท้าทายในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ภาพรวมสถานการณ์ชายแดนและความคืบหน้า 6 ประเด็น
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ภาพรวมสถานการณ์ชายแดนมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไทยเคารพและปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย อย่างเคร่งครัด พัฒนาการใน 6 ประเด็นมีดังนี้
- การหยุดยิงและความร่วมมือระหว่างประเทศ: ภายหลังการลงนามถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา (Joint Statement) ซึ่งนำมาสู่การหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ชายแดนในภาพรวมมีความสงบ ไทยเคารพและปฏิบัติตาม Joint Statement อย่างเคร่งครัด ประเทศต่าง ๆ ยินดีต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะการทำให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน และสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาเดินหน้าปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ กันโดยตรง
- กลไกทวิภาคีเดินหน้าอีกครั้ง: กลไกทวิภาคีต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้ รมว.ต่างประเทศของไทยได้ติดต่อสื่อสารกับนายปรัก สุคน รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศของกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ ในส่วนของฝ่ายทหาร มีช่องทางการสื่อสารทั้งในระดับสูงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสองประเทศ และในระดับพื้นที่ชายแดน ช่องทางการประสานงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งความห่วงใย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ใน 3 พื้น area ซึ่งเป็นโอกาสให้หน่วยทหารที่อยู่บริเวณชายแดนของทั้งสองฝ่ายได้ปรึกษาหารือกันในเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถได้ข้อสรุปเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการประชุมฯ แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญ สำหรับประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC จะเดินหน้าอีกครั้งหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย
- การดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ: ไทยยังเดินหน้าต่อไปในประเด็นที่พบการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น เรื่องการที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งไทยมีพันธกรณีต้องรายงานและดำเนินการในกรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ต่อไป ในฐานะที่ไทยเป็นรัฐภาคีที่มีความรับผิดชอบต่ออนุสัญญาดังกล่าว
- การสร้างบรรยากาศความไว้เนื้อเชื่อใจ: ไทยประสงค์จะเห็นการหยุดยิงมีความยั่งยืน ไทยและกัมพูชาจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะพิจารณาแนวทาง (way forward) ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต่อไป ฝ่ายไทยมีความกังวลที่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำการยั่วยุ โดยเฉพาะนำเสนอข้อมูลบิดเบือน กล่าวหาไทยและปล่อยข่าวเท็จกับประชาคมระหว่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยได้ติดตาม ตอบโต้ และชี้แจงข้อเท็จจริงมาโดยตลอด ฝ่ายไทยเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากช่องทางการประสานงานระหว่างศูนย์ข่าวสารของทั้งสองฝ่ายที่เป็นจุดประสานหลักในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ตามที่ตกลงกันใน Joint Statement
- ความปลอดภัยของประชาชนและความโปร่งใส: รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนไทย พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของไทยอย่างเต็มที่ กระทรวงการต่างประเทศได้เดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องในทุกเวที คณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนเพื่อสำรวจผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งสะท้อนถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของไทยในการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการฯ จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ที่นครเจนีวา และจะใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้นานาประเทศมั่นใจถึงความมุ่งมั่นของไทย
- ความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์: รัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าจับมือกับนานาชาติเพื่อปราบปรามเครือข่ายออนไลน์สแกมซึ่งเป็นภัยคุกคามระดับโลกอย่างเต็มที่ ไทยต้องการร่วมมือกับกัมพูชาในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมนี้อย่างเด็ดขาดเพราะได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนไทยอย่างมาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับไทยอย่างเต็มที่และเป็นรูปธรรมมากขึ้นในเรื่องนี้
การแถลงข่าวครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนผ่านกลไกทวิภาคีและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ



