ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 50% สินค้าจากประเทศสนับสนุนอาวุธอิหร่าน พร้อมเปิดเผยความร่วมมือใหม่
ในเช้าวันที่ 8 เมษายน 2569 ตามเวลาสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศผ่านทรูธโซเชียล นโยบายต่างประเทศและการค้าที่แข็งกร้าว โดยพุ่งเป้าไปที่การตัดช่องทางการสนับสนุนทางการทหารแก่อิหร่าน พร้อมกับเปิดเผยทิศทางใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและเตหะรานที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน
ภาษี 50% มีผลทันที-ไม่มีข้อยกเว้น
ทรัมป์ได้ส่งคำเตือนอย่างเป็นทางการไปยังทุกประเทศทั่วโลก โดยระบุว่า "ประเทศใดก็ตามที่มีการจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารให้แก่ประเทศอิหร่าน จะต้องเผชิญกับมาตรการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ 50 ทันที" มาตรการนี้จะครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่ส่งเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำว่าจะไม่มีข้อยกเว้นหรือการผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ
ความสำเร็จได้เปลี่ยนรัฐบาล กำจัดนิวเคลียร์
ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ได้โพสต์ถึงสถานการณ์ภายในของอิหร่าน ระบุว่าอิหร่านได้ผ่านพ้นกระบวนการ "เปลี่ยนผ่านรัฐบาล" แล้ว ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพโลก ภายใต้รัฐบาลใหม่นี้ สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปทำงานร่วมกับอิหร่านอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรลุข้อตกลงสำคัญคือจะต้องไม่มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอีกต่อไป
นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังมีแผนที่จะเข้าไปดำเนินการขุดและกำจัดกากนิวเคลียร์ที่ถูกฝังลึกอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นผลจากการโจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ก่อนหน้านี้ โดยผู้นำสหรัฐอเมริกายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเข้มงวดด้วยดาวเทียมจากกองทัพอวกาศสหรัฐอเมริกา และยังไม่มีสิ่งใดถูกแตะต้องนับตั้งแต่วันที่มีการโจมตีเกิดขึ้น
การเจรจาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า ในขณะนี้สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเพื่อผ่อนปรนมาตรการภาษีและมาตรการคว่ำบาตร เพื่อเป็นการตอบแทนความร่วมมือในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยเปิดเผยว่าจากข้อตกลงทั้งหมด 15 หัวข้อหลัก ในขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วในหลายประเด็น ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญยิ่งต่อสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก
การประกาศครั้งนี้ของทรัมป์ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าว แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความร่วมมือใหม่กับอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้



