สหรัฐฯ อนุมัติใช้ไฟเซอร์ในเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์
สหรัฐฯ อนุมัติใช้ไฟเซอร์ในเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีด 2 เข็ม ห่าง 3 สัปดาห์

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟดีเอ ได้อนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค ในเด็กอายุ 5-11 ปี โดยให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นขนาดที่น้อยกว่าผู้ใหญ่ คือ 10 ไมโครกรัมต่อเข็ม เทียบกับผู้ใหญ่ที่ 30 ไมโครกรัม

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากคณะที่ปรึกษาของเอฟดีเอลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 17 ต่อ 1 เสียง ว่า ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กวัยนี้มีมากกว่าความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่โรงเรียนเปิดเรียนและมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตา

รายละเอียดการฉีดวัคซีน

วัคซีนสำหรับเด็กจะถูกบรรจุในขวดที่มีฝาสีส้ม เพื่อป้องกันความสับสนกับวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ที่มีฝาสีม่วง เด็กแต่ละคนจะได้รับวัคซีน 2 เข็ม โดยเข็มที่สองฉีดห่างจากเข็มแรก 21 วัน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลการทดลองทางคลินิกในเด็กกลุ่มนี้พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 สูงถึง 90.7% และไม่มีรายงานอาการข้างเคียงที่รุนแรง โดยอาการที่พบได้บ่อยคือ ปวดบริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ

ความสำคัญของการฉีดวัคซีนในเด็ก

แม้ว่าเด็กจะมีอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าผู้ใหญ่ แต่การติดเชื้อในเด็กก็สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น กลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก (MIS-C) และยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นในครอบครัวและชุมชนได้ การฉีดวัคซีนจะช่วยลดการแพร่ระบาดในโรงเรียนและช่วยให้เด็กสามารถเรียนหนังสือได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ดร.เจเน็ต วูดค็อก รักษาการหัวหน้าเอฟดีเอ กล่าวว่า การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับโรคระบาด และจะช่วยปกป้องเด็กหลายล้านคนในสหรัฐฯ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเร่งเตรียมการจัดหาวัคซีนสำหรับเด็ก คาดว่าจะมีวัคซีนเพียงพอสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี ประมาณ 28 ล้านคน โดยจะเริ่มกระจายวัคซีนไปยังคลินิกและร้านขายยาทั่วประเทศในสัปดาห์หน้า หลังจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ให้คำแนะนำเพิ่มเติม

สำหรับประเทศไทย ยังอยู่ระหว่างรอผลการศึกษาและการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถึงความเหมาะสมในการฉีดวัคซีนให้กับเด็กกลุ่มนี้ โดยคาดว่าจะมีข้อมูลชัดเจนภายในสิ้นปีนี้