ปฏิบัติการโจมตีทางทะเลของสหรัฐฯ ในแปซิฟิกและแคริบเบียน
กองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีเรือ 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ศพ โดยทางการสหรัฐฯ อ้างว่าเรือเหล่านี้เป็นของกลุ่มผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดที่กำลังลักลอบขนยาเสพติด
รายละเอียดการโจมตีและจำนวนผู้เสียชีวิต
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 11 ราย เป็นชายที่ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มค้ายาเสพติด โดยแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตบนเรือลำแรกในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก 4 ราย เรือลำที่สองในพื้นที่เดียวกันอีก 4 ราย และเรือลำที่สามในทะเลแคริบเบียน 3 ราย กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ยืนยันผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข่าวกรองตรวจพบเรือเหล่านี้สัญจรในเส้นทางลักลอบขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี
ภูมิหลังและความถี่ของการโจมตี
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน โดยมีการโจมตีมากกว่า 40 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 130 ศพ อย่างไรก็ตาม ความถี่ของการโจมตีลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาในกรุงการากัสเมื่อต้นเดือนมกราคม
เป้าหมายและคำแถลงทางการ
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า ปฏิบัติการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อกำจัดผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดออกจากซีกโลกตะวันตกและปกป้องประชาชนสหรัฐฯ จากภัยคุกคามของยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่าเรือที่ถูกโจมตีบรรทุกยาเสพติดจริงในช่วงเวลาดังกล่าว
ข้อกังวลด้านกฎหมายและคำวิจารณ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศบางส่วนออกมาแสดงความกังวลว่า การโจมตีดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นการมุ่งเป้าไปที่พลเรือนโดยปราศจากกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม พวกเขาชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการแบบนี้ขาดความโปร่งใสและอาจสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายในการใช้กำลังทางทหาร
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่ในภูมิภาคแคริบเบียนและแปซิฟิก ควบคู่ไปกับความพยายามของสหรัฐฯ ในการต่อต้านเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดทั้งในแง่ของความมั่นคงและความถูกต้องตามกฎหมาย



