ศึกตะวันออกกลางครบ 2 สัปดาห์ ดุเดือดไร้สัญญาณหยุดยิง ราคาน้ำมันพุ่ง-เสียชีวิตทะลุ 2,000 คน
ศึกตะวันออกกลาง 2 สัปดาห์ ดุเดือด ราคาน้ำมันพุ่ง-เสียชีวิต 2,000 คน (13.03.2026)

ศึกตะวันออกกลางครบ 2 สัปดาห์ ดุเดือดไร้สัญญาณหยุดยิง ราคาน้ำมันพุ่ง-เสียชีวิตทะลุ 2,000 คน

ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ดำเนินมาครบ 14 วันเต็มในวันนี้ (13 มีนาคม 2569) โดยยังไม่มีสัญญาณใดๆ ว่าจะยุติลง สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากการโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และขยายวงกว้างไปสู่การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน การปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการแผ่ขยายความขัดแย้งสู่เลบานอนและรัฐต่างๆ รอบอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี และมีผู้เสียชีวิตสะสมทะลุ 2,000 คนแล้ว

การโจมตีครั้งใหญ่และความผิดพลาดที่นำไปสู่ความสูญเสีย

ก่อนวันเปิดศึกอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งวัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งลับจากเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ให้กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมปฏิบัติการ Epic Fury โดยกำหนดเป้าหมายหลักคือโรงงานผลิตขีปนาวุธ ฐานทัพกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และผู้นำระดับสูงของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ในวันแรกของการโจมตี (28 กุมภาพันธ์) เกิดความผิดพลาดร้ายแรงเมื่อจรวดตกใส่โรงเรียนหญิงล้วนใกล้ฐานทัพเรือในมินาบ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 182 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน 168 คน และครู 14 คน เพนตากอนยอมรับในภายหลังว่าเป็นความผิดพลาดของฝ่ายสหรัฐฯ

การโจมตีในวันเดียวกันยังส่งผลให้ผู้นำสูงสุดอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ IRGC หลายสิบคน อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนกว่า 300 ลูกใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค สร้างความเสียหายให้กับกองบัญชาการทหารอิสราเอลหลายแห่ง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การขยายวงของสงครามและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ในวันที่ 2 มีนาคม อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันทั่วโลกหยุดชะงักทันที เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 5 ลำถูกโจมตีใกล้ช่องแคบ ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 15 ในวันเดียว กองทัพสหรัฐฯ ต้องส่งเรือรบ USS Gerald R. Ford เข้าพื้นที่เพื่อคุ้มกัน ความขัดแย้งยังขยายสู่เลบานอน เมื่อเฮซบอลลาห์เปิดฉากยิงจรวดและโดรนตอบโต้ใส่ภาคเหนือของอิสราเอล

ตลอด 14 วัน สงครามได้ขยายวงกว้างสู่ 9 ประเทศ รวมถึงการโจมตีจากอิสราเอลในเลบานอนและอิหร่านอย่างหนัก ผู้เสียชีวิตในอิหร่านทะลุ 800 คนในช่วง 5 วันแรก และเพิ่มขึ้นเป็น 1,300 คนภายในวันที่ 7 มีนาคม เพนตากอนประเมินค่าใช้จ่ายสงคราม 6 วันแรกทะลุ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้นำคนใหม่และวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรง

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม สมัชชาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านประกาศแต่งตั้งมอจทาบา คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก ผู้นำคนใหม่ยืนยันในแถลงการณ์แรกว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไปเป็นเครื่องมือกดดัน แม้จะมีเสียงปฏิเสธจากเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ

การโจมตียังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยในวันที่ 13 มีนาคม มีการระเบิดหนักในเตหะราน เบรุต และดูไบ กองทัพอิสราเอลสั่งอพยพผู้พลัดถิ่นซึ่งอาจเกิน 1,000,000 คน ภายในไม่กี่วัน เพนตากอนยอมรับว่าประเมินต่ำไปเกี่ยวกับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สภาคองเกรสเตรียมเปิดไต่สวนสาธารณะครั้งแรก ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียร่วงตามตลาดโลก

สรุปสถานการณ์และอนาคตที่ยังมืดมน

ตลอด 14 วัน ความขัดแย้งยังไม่มีสัญญาณหยุดยิง การโจมตีข้ามคืนดำเนินต่อเนื่อง ผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นจากราคาน้ำมันพุ่งและการขนส่งหยุดชะงัก ความเสี่ยงแผ่ขยายสู่ภูมิภาคและโลกทั้งใบ โดยทุกฝ่ายยังขู่ตอบโต้หนักต่อเนื่องและไม่มีแนวโน้มการเจรจาในขณะนี้ สงครามครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียด้านชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังสั่นคลอนเสถียรภาพพลังงานโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในทศวรรษที่ผ่านมา