ผู้นำเกาหลีเหนือนำลูกสาวเยี่ยมชมการยิงขีปนาวุธ 12 ลูก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ ซ้อมรบร่วม
สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐอย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือ รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ พร้อมด้วยบุตรสาว คิม จูแอ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงผลิตอาวุธและการฝึกซ้อมโจมตีด้วยจรวดขนาด 600 มม. จำนวน 12 ลูก เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 โดยทั้งคู่ยังได้ทดสอบอาวุธด้วยตนเองอีกด้วย ตามภาพจากสำนักข่าว AFP
การยิงขีปนาวุธลงในทะเลนอกเขตเศรษฐกิจพิเศษญี่ปุ่น
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า กองทัพเกาหลีใต้ให้ข้อมูลว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมากกว่า 10 ลูกลงในทะเล ขณะที่กองกำลังสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้กำลังฝึกซ้อมร่วมทางทหาร โดยขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงจากพื้นที่ใกล้กรุงเปียงยางในเวลาประมาณ 13.20 น. (04.30 น. GMT) ไปยังทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึ่งดูเหมือนว่าจะตกลงนอกเขตเศรษฐกิจพิเศษของญี่ปุ่น ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ NHK
การฝึกซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้
สำหรับการฝึกซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นการฝึกซ้อมข้ามแม่น้ำโดยใช้ยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมถึงรถถังและยานเกราะ ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้บัญชาการกองกำลังผสม กองทัพสหรัฐฯ มีกำลังพลประมาณ 28,500 นายและฝูงบินขับไล่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลักสูตร Freedom Shield ที่กำหนดฝึกซ้อมร่วมกัน 10 วัน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 19 มีนาคม 2569
ปฏิกิริยาจากฝ่ายเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
ก่อนหน้านี้ คิม โย จอง น้องสาวผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ แสดงความไม่พอใจกับแนวทางการฝึกดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการทำลายเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลีและแสดงแสนยานุภาพใกล้ชายแดนด้วยการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ขณะที่ คิม มิน-ซอก นายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกายังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับการกลับมาเจรจากับเกาหลีเหนือในระหว่างการพบปะกันของผู้นำทั้งสองในเร็วๆ นี้ โดยการพบกันครั้งล่าสุดของทั้งสองผู้นำเกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อทั้งสองเดินทางเยือนเขตปลอดทหารที่แบ่งคาบสมุทรเกาหลี
การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทที่ตึงเครียดทางทหารในภูมิภาค โดยเกาหลีเหนือเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถทางนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ขณะที่เกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาเสริมกำลังการฝึกซ้อมร่วมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว สถานการณ์นี้ยังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมระหว่างประเทศ



