รัสเซีย-ยูเครนแลกศพทหารกว่า 1,000 นาย ท่ามกลางความพยายามเจรจาสันติภาพใหม่
ในความเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 รัสเซียได้ประกาศส่งมอบศพทหารยูเครนจำนวน 1,000 นายคืนให้กรุงเคียฟ แลกกับร่างทหารรัสเซีย 35 นาย โดยการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุในการเจรจาที่นครอิสตันบูลเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งกำหนดให้แต่ละฝ่ายสามารถส่งคืนร่างทหารได้สูงสุดถึง 6,000 นาย รวมถึงแลกเปลี่ยนเชลยศึกที่ป่วยหนัก บาดเจ็บสาหัส และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี
รายละเอียดการแลกเปลี่ยนและปฏิกิริยาจากทั้งสองฝ่าย
ทางการรัสเซียระบุผ่านวลาดิเมียร์ เมดินสกี ผู้ช่วยคนสำคัญของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ว่าได้ดำเนินการส่งมอบร่างทหาร 1,000 นายให้ยูเครนและรับร่างทหารรัสเซียกลับมา 35 นายแล้ว พร้อมเผยภาพการขนย้ายร่างจากรถบรรทุก ขณะที่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางการยูเครนยืนยันว่าได้รับร่างผู้เสียชีวิต 1,000 นายแล้ว ซึ่งเชื่อว่าเป็นทหารยูเครนที่เสียชีวิตในสนามรบตามข้อมูลเบื้องต้นจากฝ่ายรัสเซีย
นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนศพทหารกันหลายพันนาย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว โดยประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครนเพิ่งยอมรับว่ามีทหารยูเครนเสียชีวิตในสนามรบราว 55,000 นาย แต่ผู้สังเกตการณ์ตะวันตกมองว่าตัวเลขดังกล่าวอาจต่ำกว่าความเป็นจริงเนื่องจากไม่รวมผู้สูญหาย
ตัวเลขผู้เสียชีวิตและความซับซ้อนในการแลกเปลี่ยน
จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะของสื่ออังกฤษอย่าง BBC พบชื่อผู้เสียชีวิตฝ่ายรัสเซียแล้วเกือบ 186,000 ราย แม้เชื่อกันว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มากเพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากในแนวหน้าไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ แม้มีการประเมินว่าทหารรัสเซียเสียชีวิตรายวันมากกว่า แต่โดยรวมแล้ว มอสโกกลับส่งคืนศพให้ยูเครนมากกว่าที่ได้รับคืน ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน
รัสเซียเคยกล่าวหาว่ายูเครนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอิสตันบูล ขณะที่ยูเครนอ้างว่าการส่งคืนศพบางครั้งไม่สม่ำเสมอและเคยมีกรณีปะปนร่างทหารรัสเซีย แต่มอสโกปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่าเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะกองทัพรัสเซียอยู่ในสถานะฝ่ายรุกเป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถเข้าควบคุมพื้นที่สนามรบและเก็บกู้ร่างทหารยูเครนได้มากกว่า
ความตึงเครียดทางทหารและการเจรจาสันติภาพรอบใหม่
ความเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรมครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับความตึงเครียดทางทหารที่ยังไม่ลดระดับ โดยไม่กี่ชั่วโมงก่อนการหารือที่นครเจนีวา รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยโดรน 420 ลำและขีปนาวุธ 39 ลูกใน 6 ภูมิภาค ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคนตามการเปิดเผยของประธานาธิบดีเซเลนสกี
การหารือที่เจนีวาครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการพบกันระหว่างหัวหน้าคณะเจรจาของยูเครนกับคณะผู้แทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือแผนเศรษฐกิจและการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม นอกจากนี้ยังมีการเตรียมจัดการเจรจาแบบไตรภาคีซึ่งรวมฝ่ายรัสเซียด้วย โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง หวังปูทางสู่การเจรจายุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรม
ก่อนหน้าการประชุมที่เจนีวา เซเลนสกีได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้อาจนำไปสู่การเจรจาไตรภาคีในต้นเดือนมีนาคมและอาจเปิดโอกาสยกระดับการพูดคุยสู่ระดับผู้นำ นายเซเลนสกีมองว่านี่คือหนทางเดียวที่จะคลี่คลายประเด็นซับซ้อนและละเอียดอ่อนทั้งหมดและยุติสงครามในที่สุด พร้อมย้ำว่าทรัมป์สนับสนุนลำดับขั้นตอนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปูตินยังคงปฏิเสธการพบกับเซเลนสกี โดยให้เหตุผลว่าผู้นำยูเครนขาดความชอบธรรมเนื่องจากไม่ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีหลังวาระหมดลงในเดือนมีนาคม 2024 สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบรรลุสันติภาพแม้จะมีความพยายามด้านมนุษยธรรมและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง



