ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากมีพฤติกรรมที่อาจเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยศาลได้มีคำสั่งให้พักการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และกรรมการบริหารพรรคเป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
รายละเอียดคำร้อง
คำร้องของ กกต. ระบุว่าพรรคก้าวไกลมีนโยบายและพฤติกรรมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกรณีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง นอกจากนี้ยังมีการกระทำอื่นๆ ที่เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่าพรรคพร้อมที่จะต่อสู้คดีในชั้นศาล และยืนยันว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง แต่เป็นการเสนอแนวทางเพื่อปฏิรูปสถาบันให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัย พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม
ผลกระทบทางการเมือง
การรับคำร้องครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในแวดวงการเมืองไทย โดยนักวิชาการหลายคนมองว่าการยุบพรรคก้าวไกลอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมองว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสถาบันหลักของประเทศ
- พรรคก้าวไกลเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มี ส.ส. มากที่สุดในสภา
- หากศาลมีคำพิพากษาให้ยุบพรรค จะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
- ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองมาแล้วหลายครั้ง เช่น พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอนาคตใหม่
แนวโน้มการตัดสิน
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาในการพิจารณาคดีประมาณ 1-2 เดือน โดยต้องรวบรวมพยานหลักฐานและรับฟังคำชี้แจงจากทุกฝ่าย ก่อนจะมีคำพิพากษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและบรรยากาศทางการเมืองโดยรวม
ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลยังคงสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามปกติ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แต่การที่หัวหน้าพรรคถูกพักการใช้สิทธิอาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรคในสภา
ข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายท่านเสนอให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีด้วยความรอบคอบและเป็นกลาง เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตความชอบธรรมทางการเมือง



