ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล หลังมีผู้ร้องเรียนว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกิจการสื่อมวลชน โดยศาลมีคำสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
รายละเอียดคำร้อง
ผู้ร้องคือนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยว่านายพิธาขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ซึ่งห้ามมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ เนื่องจากนายพิธาได้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 0.0035% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์จาก กสทช.
ข้อโต้แย้งของนายพิธา
นายพิธาได้ชี้แจงต่อศาลว่าการถือหุ้นดังกล่าวเป็นการถือหุ้นผ่านกองทุนรวม และได้ขายหุ้นออกไปแล้วก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง รวมทั้งบริษัทไอทีวีไม่ได้ดำเนินกิจการสื่อมวลชนแล้ว เนื่องจากถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ไปตั้งแต่ปี 2550 แต่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนเพียงพอ จึงรับคำร้องไว้พิจารณา
ผลกระทบต่อการเมือง
การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราว ส่งผลให้การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นต้องมีคะแนนเสียงจาก ส.ส. ของตนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะนายพิธาซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของนายพิธาทำให้พรรคก้าวไกลเหลือ ส.ส. เพียง 150 คน ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากทั้งสองสภา
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
พรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อคำสั่งของศาล และยืนยันว่านายพิธามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย พร้อมเตรียมยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เช่น พรรคเพื่อไทย ยังคงสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องรอผลการวินิจฉัยของศาลก่อน
ด้านนายเรืองไกร ผู้ร้อง กล่าวว่า การที่ศาลรับคำร้องเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความโปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
ขั้นตอนต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานและรับฟังคำชี้แจงจากนายพิธาภายใน 15 วัน ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน หากศาลวินิจฉัยว่านายพิธาขาดคุณสมบัติ เขาจะต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. และไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้อย่างรุนแรง



