การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบในทุกมาตรา โดยมีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 70% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด
รายละเอียดผลประชามติ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานว่า จากการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า มาตราเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับคะแนนเห็นชอบสูงถึง 85% ขณะที่มาตราที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับคะแนนสนับสนุน 78% ส่วนมาตราว่าด้วยการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติได้รับคะแนนเห็นชอบ 72%
ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ มาตรา 272 ที่ว่าด้วยการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจะได้เป็นนายกฯ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาร่วมโหวตด้วย มาตรานี้ผ่านด้วยคะแนนเห็นชอบ 68%
นอกจากนี้ มาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้การแก้ไขต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อนผ่านการลงประชามติ ก็ได้รับคะแนนสนับสนุน 74%
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีต่อผลประชามติ โดยกล่าวว่าเป็นชัยชนะของประชาชนและประชาธิปไตย ส่วนพรรคฝ่ายค้านบางส่วนออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการ แต่ก็ยอมรับผลการลงคะแนน
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์เห็นว่า ผลประชามติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ขั้นตอนต่อไป
หลังจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญจะถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2568
ทั้งนี้ กกต. จะประกาศผลอย่างเป็นทางการภายใน 7 วันนับจากวันลงคะแนน และจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป



