ประธานสภาผู้แทนราษฎรผลักดันมาตรการประหยัดพลังงานในอาคารรัฐสภา ตั้งเป้าลดการใช้ลง 30%
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการด้านพลังงาน โดยมีเป้าหมายหลักในการลดการใช้พลังงานในอาคารรัฐสภาลงถึงร้อยละ 30 การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทของการบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
แนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการประหยัดพลังงาน
ในระหว่างการประชุม ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานด้วยความยืดหยุ่นและประนีประนอม พร้อมทั้งเห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชาที่อาจมีข้อจำกัดต่างๆ เนื่องจากอาคารรัฐสภาเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่ดูแลรักษายาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการประหยัดพลังงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่
- ประหยัดด้วยจิตวิญญาณ: ส่งเสริมให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงานผ่านการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร
- ประหยัดโดยมาตรการที่กำหนดขึ้น: ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการใช้พลังงาน
ทั้งนี้ ประธานสภาฯ ได้ขอให้สำนักต่างๆ ที่รับผิดชอบ จัดทำแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เช่น
- ลดการใช้ไฟฟ้าโดยการปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่ใช้งาน และใช้แสงสว่างจากธรรมชาติในจุดที่มีแสงเพียงพอ
- ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะและอุปกรณ์ต่างๆ
- ใช้น้ำจากธรรมชาติ เช่น น้ำฝน ในการรดน้ำต้นไม้ เพื่อลดการใช้น้ำประปา
- ส่งเสริมการคัดแยกขยะและลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง
- ในวันที่ไม่มีกิจกรรมหรือการประชุม ควรงดการใช้บันไดเลื่อนและลิฟต์ที่ไม่จำเป็น
- พิจารณามาตรการการทำงานจากที่บ้าน (WFH) ตามความเหมาะสมของแต่ละหน่วยงาน
ความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อความสำเร็จ
นายโสภณ ซารัมย์ ยังได้กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภายในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานตามมาตรการเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงานไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและทรัพยากร แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในยุคที่ความท้าทายด้านพลังงานกำลังเพิ่มสูงขึ้น
มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเร็วๆ นี้ โดยมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายการลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 จะบรรลุผลสำเร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาลและความพยายามในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศ



