"วีระยุทธ" กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัสไม่ครอบคลุม
"วีระยุทธ" กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัสไม่ครอบคลุม

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภาคการผลิตของไทยที่กำลังเข้าสู่สภาวะ “การนำเข้าทดแทนการผลิต” จากการทะลักของสินค้านำเข้าหลังวิกฤตโควิด-19

กังวลนำเข้าทดแทนผลิต ขาดดุลการค้าพุ่ง

นายวีระยุทธ กล่าวว่า หลังจากปี 2565 ไทยได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าจำนวนมาก สะท้อนจากการขาดดุลการค้าที่ทะยานสูงขึ้น ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศและการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดินสวนทางกัน ทำให้แม้จะมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคให้ฟื้นตัวก็ไม่อาจทำให้ภาคการผลิตฟื้นตัวได้

“ที่ผ่านมาไทยมุ่งใช้ยุทธศาสตร์ผลิตทดแทนการนำเข้า เน้นส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้เกิดการผลิตทั้งเพื่อบริโภคในประเทศและส่งออก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นนำเข้าทดแทนการผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย” นายวีระยุทธ ระบุ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ดึง FDI ต้องสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ

นายวีระยุทธ กล่าวถึงการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ว่า รัฐบาลควรมียุทธศาสตร์ที่นำมาสู่การสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศได้จริง พร้อมเน้นย้ำให้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านควบคู่กัน ไม่ควรมุ่งสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้วละทิ้งอุตสาหกรรมปัจจุบัน เช่น ยานยนต์สันดาปที่เป็นแหล่งจ้างงานหลายแสนคน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

บัญชีนวัตกรรมไม่เอื้อต่อนวัตกรรมจริง

นายวีระยุทธ เสนอให้รัฐบาลใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งหลายประเทศใช้แล้วได้ผล แต่สำหรับไทยกลไกนี้ผ่านบัญชีนวัตกรรมกลับไม่ได้ผล เพราะกระบวนการตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานไม่เอื้อต่อการกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ กลับกลายเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการนำสินค้าที่เปลี่ยนแปลงการผลิตเพียงเล็กน้อย เช่น เสาไฟ โคมไฟส่องสว่าง มาขึ้นบัญชีเพื่อรับประโยชน์ ทำให้ “นวัตกรรมไทยจำนวนหนึ่งไม่ได้ถูกนำไปใช้หรือได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร”

ไทยช่วยไทยพลัสออกแบบไม่ครอบคลุม

ในช่วงท้าย นายวีระยุทธ สะท้อนถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่กำหนดเงื่อนไขไม่ให้ร้านค้าที่จดทะเบียนนิติบุคคลมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเข้าร่วมโครงการ ซึ่งแม้เป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ได้สัดส่วน สะท้อนการออกแบบนโยบายที่ไม่ครอบคลุมทั้งในเชิงเป้าหมายและรายละเอียด