นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Anutin Charnvirakul" หลังจากเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเล่าถึงนาทีสำคัญที่ได้แจ้งยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา หรือ MOU 44 ต่อหน้านายกรัฐมนตรีกัมพูชา
การพบปะก่อนเปิดประชุมอาเซียน
นายอนุทินเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้นัดหมายให้ตนพบกับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก่อนเปิดการประชุม เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ การพบกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 7 พฤษภาคม 2569
นายกฯ ไทยกล่าวว่า ตนใช้โอกาสนี้แจ้งโดยตรงต่อนายกฯ กัมพูชาว่า รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุว่านายกฯ กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ฮุน มาเนตแสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทย พร้อมระบุว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหันไปใช้แนวทางและกระบวนการประนอมภาคบังคับหรือ Compulsory Conciliation ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS ในการดำเนินการเรื่องข้อตกลงทางสิทธิประโยชน์ทางทะเลต่อไป
การยึดถือหลักปฏิบัติตาม UNCLOS
นายอนุทินชี้แจงว่า การยึดถือหลักปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลไทย เนื่องจากหลังจากนี้หากมีการพูดคุยใดๆ ทั้งสองประเทศจะยึดถือหลักการและข้อกำหนดเดียวกัน ซึ่งกัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญานี้เมื่อต้นปี 2569
นายกฯ ไทยระบุว่า การแจ้งให้กัมพูชาทราบถึงการประกาศยกเลิก MOU 44 ในการพบกันครั้งนี้ ถือเป็นที่ประจักษ์ว่ากัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้ว นอกจากนี้ กัมพูชายังได้แจ้งให้ฝ่ายไทยรับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไป พร้อมทั้งประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย ทำให้หมดข้อสงสัยว่ากัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU 44 หรือไม่
ผลดีจากการพบปะโดยตรง
นายอนุทินกล่าวว่า หากไม่มีการพบกันในครั้งนี้ รัฐบาลไทยจะต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชา และกว่าจะจบกระบวนการคงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พร้อมยืนยันว่า "เกาะกูดเป็นของประเทศไทย"
ประเด็นอื่นๆ ที่หารือร่วมกัน
นายกฯ ไทยระบุว่า ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น การปักปันเขตแดน การเจรจาในระดับคณะกรรมการร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา (JBC) และคณะกรรมการทั่วไปชายแดน (GBC) ยังคงดำเนินการต่อไปตามเดิม ทั้งสองฝ่ายได้ขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศพบปะและหารือกันมากขึ้น หากถึงจุดที่เหมาะสมก็จะยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมา โดยจะจัดให้มีการหารือกันต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นพ้องกันในเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์และสแกมเมอร์ โดยให้ฝ่ายตำรวจของทั้งสองประเทศร่วมมือกันดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ซึ่งนายอนุทินตอบตกลงเพราะประเทศและประชาชนไทยได้ประโยชน์ ส่วนเรื่องการเปิดด่านไม่ได้มีการพูดถึง และความร่วมมืออื่นๆ ก็ยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมา
สันติภาพและความจริงใจ
นายกฯ ไทยกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น ตนได้แจ้งกับฝ่ายกัมพูชาว่า การสร้างสันติภาพต้องอาศัยความจริงใจจากทั้งสองฝ่ายในการแก้ปัญหาร่วมกัน และสร้างความมั่นใจให้เห็นกันจะๆ พร้อมเน้นย้ำว่า "หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารต่อสู้กันให้มากที่สุด"
ยืนยันความโปร่งใสและยึดถือประโยชน์ของประชาชน
นายอนุทินกล่าวว่า การพบปะในครั้งนี้มีเพียงเท่าที่แจ้งให้ทราบ และเห็นว่ามีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมาย ซึ่งเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียนเพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชัง ทั้งที่ตนและรัฐมนตรีสีหศักดิ์ได้แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว
นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ โดยตนอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนมาเป็นนายกฯ สมัยที่สอง จึงทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไร ทุกขั้นตอนจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน



