วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิปรายวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... โดยระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ผลลัพธ์ของร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ในครั้งนี้ มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาคน้อยมาก และส่งผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมเปรียบเทียบการทำงานบริหารคลังของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเสมือนเป็นเรื่องของเด็กมาเล่นขายของ มากกว่าการทำงานของรัฐบาลในการบริหารการคลังของประเทศ
รัฐบาลตั้งเป้าโอนงบ 100,000 ล้าน แต่สุดท้ายเหลือ 10,300 ล้าน
นายกรณ์ ชี้ให้เห็นถึงเจตนาเดิมของรัฐบาลนับตั้งแต่การแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 เมษายน ซึ่งในขณะนั้นเกิดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในเบื้องต้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณว่ามีความตั้งใจและประเมินว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับงบกลางที่มีอยู่อีก 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเงินในมือถึง 125,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาประชาชนทันที
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อมีกระแสข่าวจาก นายปกรณ์ รองนายกรัฐมนตรีอีกท่าน ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้สูงถึง 500,000 ล้านบาท ซึ่งในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังได้ออกมาปฏิเสธว่ากระทรวงการคลังยังไม่ได้รับการปรึกษา และมองว่า พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ เป็นเครื่องมือทางการคลังปกติที่ดีกว่าในสถานการณ์ขณะนั้น
การคลังแพ้การเมือง ปล่อยเวลาจนทุกกระทรวงเร่งเซ็นสัญญา
“เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่การคลังต้องแพ้การเมือง เมื่อฝ่ายการเมืองมีธงชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก. เงินกู้ จากเดิมที่ท่านรองนายกฯ ขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 30 เมษายนว่า โครงการใดที่ยังไม่ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจะถูกดึงงบกลับมาโอน แต่เวลากลับถูกปล่อยปละละเลยยาวนานมาจนถึงวันที่ 2 มิถุนายน ส่งผลให้ทุกกระทรวงเร่งรัดลงนามในสัญญาเพื่อรักษาเม็ดเงินของตัวเอง สุดท้าย พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ฉบับนี้จึงกลายเป็น เป็ดง่อย เหลือเม็ดเงินเพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.2% ของวงเงินงบประมาณรวม 3.78 ล้านล้านบาท” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ ยังได้เปรียบเทียบกับการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ในปี 2563 ช่วงวิกฤตโควิด-19 ยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 88,000 ล้านบาท คิดเป็น 2.7% ของวงเงินงบประมาณในขณะนั้น ซึ่งเป็นการโอนที่มีนัยสำคัญ แตกต่างจากการโอนงบเพียง 10,300 ล้านบาทของรัฐบาลชุดนี้ที่แทบไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจเลย
รัฐบาลมี 2 วัตถุประสงค์หลัก: แก้เขินและแก้ต่าง
นายกรณ์ วิเคราะห์ว่า การที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณจำนวนเล็กน้อยนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพียง 2 ข้อ คือ
- แก้เขิน เนื่องจากรัฐบาลได้เคยประกาศไว้ต่อรัฐสภาว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หากไม่ทำก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์
- แก้ต่าง เพื่อใช้เป็นข้อต่อสู้เชิงกฎหมายต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญของการออก พ.ร.ก. เงินกู้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทางงบประมาณปกติอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่เพียงพอ
“ถามว่าสุดท้ายแล้ว การโอนเงินแค่หมื่นล้าน ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกว่าสามารถโอนได้แสนล้าน จะถือว่ารัฐบาลทำสุดความสามารถจนเข้าเงื่อนไขสภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา” นายกรณ์กล่าว
เศรษฐกิจไทยไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน
ในช่วงท้าย นายกรณ์ ได้หยิบยกข้อมูลเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศขึ้นสู่ระดับ 2% กว่า สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มคลี่คลายและลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย (เกินเป้าหมาย) และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
“ปัจจุบันไม่มีเงื่อนไขความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจใด ๆ ที่จะสามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ได้เลย และในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ผมจึงขอเตือนไปยังรัฐบาลว่า เงินจำนวน 10,300 ล้านบาท ที่ได้จากการโอนงบประมาณในครั้งนี้ อย่าเพิ่งรีบใช้ เพราะหากรัฐบาลไม่มี พ.ร.ก. เงินกู้ในมือ มูลค่าของเงินหมื่นล้านนี้จะมีความสำคัญและเพิ่มคุณค่าขึ้นทันที” นายกรณ์กล่าว



