นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงกรณีที่มีการนำข้อความไปบิดเบือนเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด
ไม่เคยเสนอตัดบำนาญข้าราชการ
นายพงศกรกล่าวว่า โดยเฉพาะในประเด็นการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงสิทธิของข้าราชการปัจจุบันที่พวกเขาตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรกย่อมไม่เป็นธรรม แต่เพื่อวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ควรคิดค้น "ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต" ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดนี้ไม่ได้สานต่อในรัฐบาลชุดต่อมา
"ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย" นายพงศกรกล่าว
วิจารณ์การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังสะท้อนมุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่าการลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท โดยครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน อีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ห่วงใยประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ
ในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน นายพงศกรแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ว่า ในฐานะที่เคยลงพื้นที่ช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทยและพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาลต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง



