รอยร้าวภท.ปะทุ 'ไหม' ปัดชื่อ'ศ'นายกฯสำรอง ต้นตอขัดแย้ง
รอยร้าวภท.ปะทุ 'ไหม' ปัดชื่อ'ศ'นายกฯสำรอง ต้นตอขัดแย้ง

ความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ 'ไหม' ได้ชิงปัดพัลวันปฏิเสธการมีชื่อของ 'ศ' ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำรอง ซึ่งกลายเป็นต้นตอของความแตกร้าวภายในพรรค การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุ

ต้นตอรอยร้าวภท. เปิดโปงความขัดแย้ง

แหล่งข่าวภายในพรรคเปิดเผยว่า การที่ 'ไหม' ปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อชื่อของ 'ศ' ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯสำรอง สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรคที่สั่งสมมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแกนนำที่มีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นยุทธศาสตร์ทางการเมือง

การปัดพัลวันของ 'ไหม' ไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้กับสมาชิกพรรค แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคในสายตาประชาชน การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่เป็นเอกภาพ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจภายในพรรคในอนาคต

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง

นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า ความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสม เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลหลัก การแตกร้าวภายในพรรคอาจทำให้การทำงานร่วมกับพรรคอื่นในรัฐบาลมีความยากลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าความขัดแย้งนี้อาจลุกลามไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการยุบสภาในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แกนนำพรรคยังคงพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย โดยมีการเจรจาระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคอย่างต่อเนื่อง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปฏิกิริยาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ฝ่ายค้านได้จับตาความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยอย่างใกล้ชิด และเตรียมใช้ประเด็นนี้เป็นอาวุธในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของ 'ศ' ในการดำรงตำแหน่งนายกฯสำรอง หากเกิดเหตุการณ์จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางส่วนได้ออกมาแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งภายในอาจทำให้พรรคเสียคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลางที่พรรคมีฐานเสียงสำคัญ

แนวโน้มในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปะทะกันภายในพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่มั่นคงของรัฐบาลผสม หากไม่สามารถหาข้อยุติได้ภายในเร็ววัน อาจส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างพรรคหรือแม้กระทั่งการแยกตัวของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในระยะสั้น พรรคภูมิใจไทยจะยังคงรักษาความเป็นเอกภาพเพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาล แต่ในระยะยาว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในจะต้องอาศัยการเจรจาที่โปร่งใสและการยอมรับจากทุกฝ่าย