รัฐบาลใหม่เผชิญโจทย์ใหญ่ปราบโกง หลัง CPI ไทยร่วงต่ำสุดรอบ 19 ปี
รัฐบาลใหม่เผชิญโจทย์ปราบโกง CPI ไทยร่วงต่ำสุดรอบ 19 ปี

รัฐบาลใหม่เผชิญโจทย์ใหญ่ปราบโกง หลัง CPI ไทยร่วงต่ำสุดรอบ 19 ปี

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทั่วประเทศไปแล้วกว่า 95% เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้โครงร่างของรัฐบาลชุดใหม่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น โดยคาดว่าจะประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคสีน้ำเงินที่มีบทบาทสำคัญในทางการเมือง

ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลและความท้าทายด้านคอร์รัปชัน

ขั้นตอนต่อไปหลังการรับรองผลเลือกตั้งคือการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไปรายงานตัว เปิดประชุมรัฐสภา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และตามด้วยการเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าคงหนีไม่พ้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในปัจจุบัน หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเข้าเฝ้าถวายสัตย์และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ในช่วงที่รัฐบาลชุดใหม่แถลงนโยบาย คาดว่าประเด็นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันจะได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน เนื่องจากเป็นเสาหลักสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะวัดว่านโยบายของรัฐบาลจะใช้ได้จริงแค่ไหน และจะต้องเผชิญกับปัญหาการจ่ายใต้โต๊ะหรือการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สถานการณ์คอร์รัปชันในไทยที่ย่ำแย่ลง

กระแสในโลกโซเชียลมีเดียประดังประเดเข้ามาทันทีหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมหาวิธีปราบปรามทุนเทา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง สถานการณ์นี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ CPI (Corruption Perceptions Index) ของประเทศไทยในปี 2568 ตกลงต่ำกว่าเกณฑ์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

โดยไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน ส่งผลให้อันดับร่วงลงไปอยู่ที่ 116 ของโลก ถือว่าต่ำสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 43 คะแนน สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันค่อนข้างสูงและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การตีความคะแนน CPI และความหมายเชิงโครงสร้าง

สัญญาณที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้ตีความประเด็นนี้ระบุว่า ระดับคะแนน CPI มีความหมายดังนี้:

  • 60 คะแนนขึ้นไป: ระบบโปร่งใส (Rule-based State)
  • 45 ถึง 60 คะแนน: ยังมีการโกงแต่ควบคุมได้
  • 35 ถึง 45 คะแนน: โกงเชิงเครือข่าย
  • ต่ำกว่า 35 คะแนน: โกงเชิงโครงสร้าง (Systemic Corruption)

คะแนน CPI ของประเทศไทยที่ระดับ 33 คะแนนหมายถึงการโกงนั้นฝังรากลึกอยู่ในกลไกรัฐ ซึ่งเอื้อต่อกันระหว่างภาคราชการและภาคการเมือง หลายฝ่ายพยายามหาคำตอบมานานว่าเหตุใดเมื่อยิ่งมีหน่วยงานปราบโกงมากขึ้น ดัชนี CPI กลับยิ่งแย่ลง จนดูเหมือนว่าประเทศไทยอาจหมดหนทางแก้ไขปัญหานี้แล้ว

บทเรียนจากสิงคโปร์และแนวทางแก้ไขปัญหา

หากไปดูตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์ที่เคยมีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงในอดีต จะพบว่ารัฐบาลสิงคโปร์ใช้นโยบายที่ "สุดขั้ว" เพื่อสร้างรัฐที่โปร่งใส เริ่มตั้งแต่การจัดรัฐรวมศูนย์ กำหนดบทลงโทษรุนแรง จับจริง และไม่มีพื้นที่สำหรับการต่อรอง

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยที่มีดัชนี CPI ต่ำ (อันดับแย่) เพราะมีหลายกลุ่มอำนาจที่ดีลกันตลอดเวลา เครือข่ายเปลี่ยนบ่อย และใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม ผลคือไม่มีใครรู้ว่า "กฎที่แท้จริง" คืออะไร นักธุรกิจจึงกลัวความไม่แน่นอนว่าจ่ายแล้วเรื่องจะจบหรือไม่

ลองนึกภาพเปรียบเทียบระหว่าง 2 ประเทศนี้ดู:

  • ประเทศ A: ต้องจ่ายใต้โต๊ะ แต่รู้ชัดเจนว่าจ่าย 10% แล้วงานผ่าน ปีหน้ากติกาก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีใครมาเก็บเพิ่ม และศาลตัดสินตามระบบเดิม แม้ไม่มีใครชอบการโกง แต่ธุรกิจยังพอ “วางแผนได้”
  • ประเทศ B: บางทีไม่ต้องจ่าย บางทีต้องจ่าย จ่ายแล้วยังโดนเรียกเพิ่ม เปลี่ยนรัฐบาลกติกาก็เปลี่ยน คดีแบบเดียวกันแต่ผลตัดสินออกมาไม่เหมือนกัน

นักลงทุนทั่วโลกมองว่ารูปแบบ B น่ากลัวกว่ามาก ความจริงพวกเขาไม่ได้กลัวการโกงเท่ากับกลัว “ความไม่แน่นอน” เพราะทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน ไปจนถึงความรู้สึกของประชาชนต่อความยุติธรรม

สาเหตุเชิงระบบและแนวทางปฏิรูป

เหตุผลสำคัญของการคอร์รัปชันในไทยไม่ได้อยู่ที่ "ความเลวของคน" แต่อยู่ที่ระบบที่ต้องพึ่งพาและเอื้อต่อกันเพื่อความอยู่รอด หรือที่เรียกกันว่า “กับดักคอร์รัปชัน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวประสานงานให้ราชการทำงานเดินหน้า การเมืองรักษาฐาน ธุรกิจใช้แข่งขัน และประชาชนใช้เอาตัวรอด

สิงคโปร์เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเขาไม่ได้เริ่มจากการ "ปลูกจิตสำนึก" แต่เริ่มจากการ "เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจ" ของรัฐทั้งระบบ เขาไม่ได้ทำให้คนดีขึ้น แต่เขาทำให้การโกงอยู่ไม่ได้ผ่าน 4 มาตรการหลัก:

  1. ตัดดุลพินิจออกจากระบบ: ออกกฎเกณฑ์ใบอนุญาตให้ชัดเจน ใช้สูตรคำนวณภาษีและผังเมืองที่ตายตัว เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจต่อรองหรือ "ไม่มีอะไรให้ขาย" การโกงก็หายไปกว่าครึ่ง
  2. ให้เงินเดือนรัฐสูงพอที่จะไม่ต้องเสี่ยง: ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการให้สูงมาก เพื่อเปลี่ยนสมการชีวิตให้รู้ว่า หากโกงแล้วโดนจับ จะต้องเสียอาชีพและชีวิตที่ดีไปอย่างไม่คุ้มค่า
  3. จับจริงโดยไม่เลือกฝ่าย: เน้นความแน่นอนและเด็ดขาดของโทษ ไม่ว่ารัฐมนตรีหรือผู้มีอิทธิพลก็โดนลงโทษได้ เมื่อสังคมเห็นว่าเส้นสายช่วยไม่ได้ วัฒนธรรมก็จะเปลี่ยนไปเอง
  4. ลดการพึ่งพาการเมืองในระบบเศรษฐกิจ: หยุดการแจกสัมปทานแบบต่อรอง เปลี่ยนมาใช้การประมูลที่โปร่งใสและใช้กฎเกณฑ์เดียวกันทุกบริษัท

วิธีการเหล่านี้เปลี่ยนกติกาทันทีโดยไม่ต้องรอรณรงค์เรื่องจริยธรรม แต่ทำให้คนดีอยู่ได้และคนโกงอยู่ไม่ได้ ทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ว่าจะแก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพเพียงใด ในเมื่อตั้งใจจะบริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่องไปอีกหลายปีต่อจากนี้