ศาล รธน. รับคำร้องยุบพรรคก้าวไกลแล้ว กำหนดยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน
ศาล รธน. รับคำร้องยุบพรรคก้าวไกล กำหนดยื่นคำชี้แจง 15 วัน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล กรณีการถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสื่อมวลชน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ โดยศาลฯ ได้กำหนดให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำร้อง

รายละเอียดคำร้อง

กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากพบว่าพรรคก้าวไกลมีการถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกิจการสื่อมวลชน อันเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง (3) ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดว่า พรรคการเมืองต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการขัดต่อความมั่นคงของประเทศ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงการถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ซึ่งหากฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ขั้นตอนต่อไป

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว พรรคก้าวไกลจะต้องยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วัน จากนั้นศาลฯ จะพิจารณาพยานหลักฐานและคำชี้แจงของพรรคก่อนมีคำวินิจฉัยต่อไป โดยกระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายเดือน

ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่าพรรคพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าการถือหุ้นดังกล่าวไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นการถือหุ้นในฐานะผู้ถือหุ้นรายย่อยและไม่ได้มีเจตนาแทรกแซงการดำเนินงานของสื่อมวลชน พรรคจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นว่าการถือหุ้นดังกล่าวไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามกฎหมาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบทางการเมือง

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย เนื่องจากพรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่มีฐานเสียงใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ และมีนโยบายที่โดดเด่นในหลายประเด็น การยุบพรรคอาจทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคต้องพ้นจากตำแหน่ง และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อมในหลายเขต

ข้อสังเกตจากนักวิชาการ

นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนหลายท่านมองว่าคดีนี้มีนัยสำคัญต่อบรรทัดฐานทางการเมืองไทย โดยเฉพาะในประเด็นการตีความกฎหมายพรรคการเมืองที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดพรรคฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในระยะยาว