เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจากงบกลาง ปี 2568 วงเงิน 2,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2570
รายละเอียดมาตรการพักหนี้และลดดอกเบี้ย
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวครอบคลุมลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง จำนวน 8.3 แสนราย ซึ่งเป็นผู้ที่มีหนี้คงค้างรวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยมีเป้าหมายให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ โดยไม่ถูกทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย
มาตรการหลักประกอบด้วย การพักชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 3 ปี และการลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 1 ต่อปี จากเดิมที่อาจสูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อปี รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย
เงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการ
ลูกหนี้ที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบกับกระทรวงการคลังก่อนวันที่ 30 กันยายน 2567 และต้องไม่เป็นผู้มีหนี้สินที่เกิดจากการพนันหรือสิ่งผิดกฎหมาย โดยลูกหนี้จะต้องทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ และชำระดอกเบี้ยตามที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ในทุกจังหวัด เพื่อให้คำปรึกษาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ โดยมีเป้าหมายให้ลูกหนี้สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้นอกระบบได้อย่างถาวร
ผลกระทบและความคาดหวัง
มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดภาระหนี้ของประชาชนได้ถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี และลดจำนวนคดีความที่เกี่ยวข้องกับการทวงหนี้ผิดกฎหมาย ซึ่งในปี 2566 มีคดีดังกล่าวมากกว่า 5,000 คดี
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก เราจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความมั่นคงทางการเงิน”
การติดตามผลและการต่ออายุมาตรการ
คณะกรรมการกำกับดูแลการแก้ไขหนี้นอกระบบจะรายงานผลการดำเนินงานต่อครม. ทุก 6 เดือน หากมาตรการประสบความสำเร็จ อาจพิจารณาขยายระยะเวลาเพิ่มเติม หรือขยายวงเงินงบประมาณเพื่อรองรับลูกหนี้ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ



