พรรคประชาชนชี้ กกต. ควรตอบข้อสงสัยประชาชน ไม่ใช่ฟ้องปิดปาก
พรรคประชาชนชี้ กกต. ควรตอบข้อสงสัย ไม่ใช่ฟ้องปิดปาก

พรรคประชาชนได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ระบุว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรตอบข้อสงสัยของประชาชนด้วยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ แทนที่จะตอบโต้ด้วยการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วน ซึ่งเสี่ยงถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของพรรคเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

ข้อสงสัยจากการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์

การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์นั้น เต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อครหาจากประชาชนเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความโปร่งใส อาทิ ปัญหาการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่ล่าช้า การพบใบขีดนับคะแนนเลือกตั้ง (สส. 5/11) ในพื้นที่ลักษณะคล้ายกองขยะ ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันระหว่างใบขีดนับคะแนนกับรายงานผลการนับคะแนน (สส. 5/18) การรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ก่อนประกาศคะแนน 100% หรือการเปิดเผยจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง การนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยที่นำไปสู่คะแนนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรและทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเป็นบัตรที่ลงคะแนนโดยใคร

การตอบโต้ของ กกต. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แทนที่ กกต. จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารและชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตอย่างสม่ำเสมอและในรูปแบบที่เปิดให้มีการถาม-ตอบได้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย กกต. กลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารแถลงการณ์ที่ไม่สามารถคลายข้อสงสัยในหลายประเด็นได้ โดยล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กกต. ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันกระแสข่าวว่าได้ดำเนินการแจ้งความกองบังคับการปราบปราม เพื่อฟ้องประชาชนที่ตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รายชื่อที่ถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดีคาดว่าประกอบไปด้วยนักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พรรคประชาชนได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต. โดยชี้ว่าหากประชาชนมีการตั้งคำถามและตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐโดยสุจริต หน่วยงานรัฐควรชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน ทำทุกอย่างให้โปร่งใส พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการตรวจสอบ

ข้อกังวลเรื่องการฟ้องปิดปาก

ทางพรรคประชาชนมองว่าการดำเนินคดีด้วยข้อกล่าวหาที่ดูจะขัดแย้งและไม่ได้สัดส่วนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ อาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการ "ฟ้องปิดปาก" (SLAPP : Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการพิสูจน์ว่าได้เกิดการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่มีเจตนาหลักในการเพิ่มภาระเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข่มขู่หรือสร้างสภาพแวดล้อมของความหวาดกลัว เพื่อหวังจะปิดกั้นและหยุดยั้งการตรวจสอบ

เสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญต่อการปกป้องประโยชน์สาธารณะ และเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เซาะกร่อนบ่อนทำลายโดยหน่วยงานรัฐเสียเอง

กรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อนายพริษฐ์นั้น ทางนายพริษฐ์ได้เดินทางไปที่ศูนย์รับแจ้งความ ตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และได้เรียกร้องให้ กกต. สื่อสารให้ชัดเจนว่าได้แจ้งความตนด้วยข้อกล่าวหาอะไรและข้อเท็จจริงประการใด โดยนายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์ว่าตนมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

นายพริษฐ์ให้ข้อมูลว่าตนได้เดินทางไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อหน้าสาธารณะโดยโปร่งใสอยู่แล้ว โดยตนยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่เข้ามาตักเตือนหรือแสดงความเห็นในทางที่สื่อว่าตนกำลังกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

ท่าทีทางกฎหมายของพรรคประชาชน

ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนยืนยันว่าหากข้อเท็จจริงในการแจ้งความดำเนินคดีของ กกต. มีการแจ้งความอันเป็นเท็จที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน หรือมีการแจ้งความทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจะดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. เป็นการต่อไป

ท่ามกลางข้อสงสัยและความคลางแคลงใจของประชาชนต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทางพรรคประชาชนเห็นว่า หาก กกต. ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. สิ่งที่ กกต. ควรทำ ต้องไม่ใช่การหวังปกป้องตนเองผ่านการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่คือการปกป้องตนเองด้วยการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสิ้นข้อสงสัย