โสภณ สั่งเบรกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. พร้อมตั้งกรรมการอิสระศึกษาลดจำนวนและสิทธิประโยชน์ ให้แล้วเสร็จใน 3 เดือน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา หรือ ก.ร. ได้แถลงผลการประชุม ก.ร. ว่า ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. วุฒิสภา หรือ สว. และกรรมาธิการ หรือ กมธ. ของสภาฯ หรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ได้ลงนามอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ โดยระเบียบดังกล่าวมีผลให้เพิ่มค่าตอบแทนสำหรับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. และ สว.
นายโสภณกล่าวว่า การอนุมัติในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป การขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าวไม่เหมาะสม จึงใช้อำนาจในฐานะประธานรัฐสภายกเลิก และให้กลับไปใช้ค่าตอบแทนเดิมที่มีอยู่
ตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษาแนวทาง
นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.ร. ยังได้มีมติตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา โดยมี พล.ต.อ.ประสิทธิ์ ทำดี กรรมการ ก.ร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายสภาฯ เป็นประธานกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้ง สส. และ สว. รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงบุคคลภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือเข้าร่วมเป็นกรรมการ
คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณารายละเอียดว่าควรยกเลิกหรือลดจำนวนผู้ช่วยของ สส. และ สว. โดยกำหนดว่าผู้ช่วยประจำตัวควรมีจำนวนกี่คนจึงจะเหมาะสม สามารถช่วยปฏิบัติงานได้โดยไม่เป็นภาระ และต้องพิจารณาสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ช่วยด้วย โดยกำชับให้นำมาตรฐานของประเทศอื่นที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาประกอบการพิจารณา โดยให้ศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน หรือทันภายในเดือนตุลาคมนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการตั้งผู้ช่วยของ สส. หรือกรรมาธิการสภาฯ จะต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จหรือไม่ นายโสภณตอบว่า งานยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยตนได้ให้นโยบายกับประธานกรรมการว่าเมื่อศึกษาได้ข้อสรุปอย่างไรก็ให้ยึดตามนั้น แต่ต้องมีข้อมูลครบถ้วนและสามารถอ้างอิงได้ว่าดำเนินการอย่างไร รวมถึงศึกษาจากข้อมูลต่างประเทศที่มีอยู่ โดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ
ส่วนกรณีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาและการยกเลิกบำนาญ สส. และ สว. นั้น นายโสภณระบุว่าเป็นคนละกรณีและคนละอำนาจกัน ต้องรอตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีกชุด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้ เมื่อถามว่าสามารถให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ ศึกษาดำเนินการได้ด้วยหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า หากคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ ดำเนินการแล้วเป็นที่ยอมรับ ก็สามารถทำได้ โดยตนจะพิจารณาว่าสิ่งใดที่ทำได้รวดเร็วและตอบคำถามของสังคมได้ ก็จะใช้ชุดนั้น



