สูตรจัดตั้งรัฐบาล 'อนุทิน' 284 เสียง เสถียรภาพระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มั่นคงนัก
สูตรรัฐบาล 'อนุทิน' 284 เสียง เสถียรภาพระดับหนึ่ง

สูตรจัดตั้งรัฐบาล 'อนุทิน' 284 เสียง เสถียรภาพระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มั่นคงนัก

หากสำรวจสูตรการจัดตั้งรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในเบื้องต้นขณะนี้ นอกเหนือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทยจำนวน 193 เสียงแล้ว ยังมี สส. จากพรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 4 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง และพรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง รวมเป็นรัฐบาลผสมทั้งหมด 284 เสียง ซึ่งถือว่ามีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง แต่ก็อาจยังไม่มั่นคงนักอย่างสมบูรณ์

ความท้าทายในการดึงพรรคใหญ่เข้าร่วมรัฐบาล

เมื่อเปรียบเทียบกับสูตรรัฐบาลในฝันของประชาชนฝั่งอนุรักษ์ โดยเฉพาะการดึง ค่ายสีฟ้า หรือพรรคประชาธิปัตย์ ให้เข้าร่วมกับ ค่ายสีน้ำเงิน ของภูมิใจไทย หรือการชวน พรรคส้ม หรือพรรคประชาชน กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เนื่องจากค่ายส้มกำลังเดินเกมเร็วโดยขอให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเลือกตั้งใหม่ ส่วนค่ายฟ้าต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพ ในขณะที่ฝ่ายค้านอาจเลือกรอการเลือกตั้งรอบหน้า ดีกว่าเป็นเพียง ไม้ประดับ ให้คู่แข่งในอนาคต

ท่ามกลางความสับสนทางการเมือง หากมองแยกส่วน การปลุกกระแสให้จัดเลือกตั้งใหม่คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากกว่าผู้ร้องจะส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย ต้องใช้เวลาอีกนาน แต่การเดินหน้ารับรองผลเลือกตั้งภายใน 60 วันของ กกต. ขณะที่รัฐบาลรักษาการโดย อนุทิน ยังมีเวลาเหลือเฟือในการฟอร์มทีม จัดสรรโควตา และต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีต่อไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีและเงื่อนไขจากพรรคกล้าธรรม

แม้จะยังไม่ชัดเจนว่า 58 เสียงของ พรรคกล้าธรรม สามารถต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหนได้บ้าง แต่ในวันนี้ (16 ก.พ. 2569) ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ระบุว่าได้ต่อสายหา ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยแจ้งว่าพรรคกล้าธรรมไม่มีข้อต่อรองหรือเงื่อนไขใดๆ ทางการเมืองทั้งสิ้น เช่น เรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพรรคกล้าธรรมยึดผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

คาดการณ์ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 ก.พ. นี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะมีโอกาสหารือกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอีกครั้งหนึ่ง มีรายงานจากค่ายสีน้ำเงินว่า หากพรรคกล้าธรรมต้องการเข้าร่วมรัฐบาล แต่มีการเสนอเงื่อนไขจากคนบ้านใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน โดย ร.อ.ธรรมนัส อาจต้องยอม กลืนเลือด ไม่รับตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง ทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองระยะยาว และป้องกันความเสี่ยงต่อการถูกพรรคประชาชนยื่นถอดถอนรัฐบาลอนุทินในเรื่อง จริยธรรมร้ายแรง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แต่หากพรรคกล้าธรรมไม่ยอมถอย ก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน และ ร.อ.ธรรมนัส จะต้องไปสู้ต่อในสภาด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ในประเด็นคุณสมบัติของรัฐมนตรีและ สส. ปี 2540 มาใส่ จึงจะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีได้ และถ้าถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านจริง แรงกระแทกแรกที่เกิดขึ้นคือ ข่าวปล่อยจากคนในพรรคกล้าธรรมว่าจะนำคลิปสนทนาของนักการเมืองออกมาเผยแพร่ ส่วนจะเป็นเสียงของนักการเมืองคนใดนั้น ต้องรอฟัง

การจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาลและความท้าทายจากคดีค้าง

อย่างไรก็ตาม ถ้าเงื่อนไขลงตัว โดยพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล คาดว่าจะได้ 1 ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ 3 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คือ กระทรวงอุดมศึกษาและนวัตกรรม กระทรวงพัฒนาสังคม และกระทรวงแรงงาน แต่ถ้าไม่ยอม ก็จะต้องถูกผลักให้เป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้จะยังเจ็บตัวจากสนามเลือกตั้งครั้งนี้ แต่การเข้าร่วมรัฐบาลอนุทินได้มากกว่าเสีย มีรายงานจากพรรคเพื่อไทยระบุว่า ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะนั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ กระทรวงแรงงาน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม และ สมศักดิ์ เทพสุทิน กระทรวงสาธารณสุข ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยอีก 4 กระทรวงนั้น แล้วแต่การจัดสรรของพรรคฯ โดยคาดว่า 1 ในตำแหน่ง 4 รัฐมนตรีช่วย คาดจะตกเป็นของอดีตแกนนำคนเสื้อแดง พัฒนา สัพพะโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย 4 สมัย

หลังเคยมีรายงานจากพรรคเพื่อไทยระบุว่าต้องการ 5 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่การต่อรองอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากยังมี คดีค้างเก่า ของผู้นำพรรคเพื่อไทย เช่น คดีชั้น 14 กรณี 12 ข้าราชการที่ช่วยเหลือ ทักษิณ ชินวัตร ความผิดตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 86 ฐานสมรู้ร่วมคิด คือกระทำการช่วยเหลือให้นักโทษคือนายทักษิณไม่ต้องถูกจำคุกในเรือนจำ และคดีมาตรา 112

ส่วน แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่ยังมีคดีค้างอีกหลายคดี เช่น คดี PN Transfer (ตั๋วสัญญาใช้เงิน) มีการโอนหุ้นมูลค่ากว่า 4.4 พันล้านบาทภายในครอบครัวชินวัตร ซึ่ง ป.ป.ช. ตรวจสอบคดีดังกล่าวตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 โดยผู้ร้องมองว่าอาจเป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดย ป.ป.ช. และกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการตรวจสอบและพิจารณาร่วมกัน คดีหุ้นบริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 2567 โดยตรวจสอบว่าการถือหุ้นในบริษัทนี้เกินกว่า 5% หรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อพ.ร.บ.การจัดการทรัพย์สินของรัฐมนตรี และคดีอื่นๆ

สรุป: วัฏจักรทางการเมืองและความน่าลุ้นของสูตรรัฐบาลใหม่

รัฐบาลในฝันของประชาชนในทางการเมืองไม่เคยมีอยู่จริง ผลักมิตร-เป็นศัตรู จาก ศัตรูกลายเป็นมิตร เป็นสิ่งธรรมดาของวัฏจักรนี้ สูตรใหม่รัฐบาลอนุทิน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ ไร้เงา ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่จะมีตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นจริงหรือไม่ น่าลุ้นอย่างยิ่ง!