วิกฤตการจัดตั้งรัฐบาล: 15 พรรคร่วม 292 เสียง แต่ไร้ 'กล้าธรรม' หลังภูมิใจไทยยื่นเงื่อนไข
ในช่วงเกือบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีพรรคการเมืองหลายฝ่ายแสดงเจตจำนงสนับสนุนการร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ในมุมกลับกัน พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกลับกำลังสร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนขึ้น
สรุปสถานการณ์พรรคร่วมรัฐบาลและความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม
ขณะนี้ มีการรวบรวมพรรคร่วมรัฐบาลได้ 15 พรรค ด้วยเสียงสนับสนุนรวม 292 เสียง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือการไม่มีชื่อพรรคกล้าธรรมอยู่ในรายชื่อนี้ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีการติดต่อหรือทาบทามอย่างเป็นทางการให้ร่วมแถลงแสดงเจตจำนงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลและการโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
ในทางตรงกันข้าม พรรคกล้าธรรมก็ยังไม่ยืนยันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจานอกรอบว่าจะร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญที่ขาดหายไปคือการไม่มีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาของพรรค นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดที่สองของนายอนุทิน ตามที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้
การเคลียร์นอกรอบและความคาดการณ์เกี่ยวกับ ร.อ.ธรรมนัส
แม้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะได้เคลียร์เรื่องนี้กันนอกรอบแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่จบสิ้น โดยทิ้งค้างไว้ในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศ มีการคาดการณ์กันว่าในวันนี้ ร.อ.ธรรมนัส จะเดินทางเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับการยื่นคำขาดที่อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง
ข้อสังเกตสำคัญมีสองทางเลือกหลัก ทางแรกคือการปล่อยมือ ไม่ร่วมนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี และเปิดทางให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลอย่างสงบ เพื่อสยบความเคลื่อนไหวภายในพรรค ทางที่สองคือ ร.อ.ธรรมนัส อาจประกาศไม่ร่วมรัฐบาล และพร้อมเป็นฝ่ายค้านแบบชำระแค้น ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงกลุ่มเพื่อนต่อ 9 หรือ 10 เสียงที่ออกมาค้าน แต่ยังมีสมาชิกอีกหลายคนที่ต้องการร่วมรัฐบาลและพร้อมจะทิ้ง ร.อ.ธรรมนัสไปด้วย
ภาวะกดดันที่พรรคเพื่อไทยเผชิญและประเด็นคดีต่างๆ
นอกจากพรรคกล้าธรรมที่ถูกยื่น "โนติส" แล้ว ล่าสุดมีรายงานว่าพรรคเพื่อไทยก็กำลังเผชิญภาวะกดดันในลักษณะเดียวกัน แม้จะแสดงความพร้อมร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไข แต่พรรคภูมิใจไทยกำลังยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยอ้างเหตุผลหลักเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาล
ทางหนึ่งอาจมีรายงานระบุชัดเจนแล้วเกี่ยวกับชื่อและเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ตามโควตาที่ตกลงกันนอกรอบ แต่อีกทางหนึ่งก็มีรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยยื่นเงื่อนไขให้พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลโดยต้องไม่มีชื่อบุคคล 2 ราย และผู้ที่มีชื่ออยู่ในคำร้องหรือคำฟ้องที่เกี่ยวข้องกับคดีทุนเทา สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์
แม้พรรคเพื่อไทยจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ตกลงที่จะลืมอดีตหรือร่วมรัฐบาลด้วย 74 เสียง ในฐานะพรรคอันดับสองที่รวบรวมเสียงได้ ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการต่อรองทางการเมืองกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ปมปัญหาที่ถูกกดทับและกดดันมีมากกว่าที่เห็น
กรณีศึกษาที่ส่งผลต่อการเมือง: จากนายทักษิณถึงคดีธุรกิจสแกนม่านตา
อย่างกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมกับการพักโทษ ทางหนึ่งอาจเป็นเรื่องในครอบครัวที่รอความหวังสำหรับอิสรภาพในเร็ววัน แต่ทางหนึ่งก็อาจเป็นการสื่อสารทางการเมือง อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ได้ออกมานับเลขและแจ้งวันเองว่าไม่ใช่อีก 2 สัปดาห์ แต่เป็นอีก 2 เดือน ซึ่งสร้างความกังวลเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังมีกรณีคลิปเสียงอังเคิล เคสของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. และอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อพิจารณาชี้มูลความผิดอาญาและการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อเส้นทางการเมือง แต่ยังมีคดีอาญาติดตัวเพิ่มเติม
และยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ สรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ในคดีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต ซึ่งในสำนวนล้วนพาดพิงถึงบุคคลในภาพที่มีทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม สร้างสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าหากจะบีบก็ตาย แต่หากจะให้คลายเพื่อรอด ก็ต้องร่วมรัฐบาลตามเงื่อนไขที่แจ้งไว้นอกรอบ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดและความเป็นไปได้ในอนาคต
ตามรายงานข่าวระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ส่งชื่อบุคคลที่จะรับตำแหน่งตามโควตา 4+4 แล้ว และน่าจะมีการตีกลับไปแก้ไขกันในวันนี้ เป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจต้องส่งคนรุ่นใหม่เข้าประกวดเพื่อตอบสนองเงื่อนไขที่ซับซ้อนเหล่านี้ สถานการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความตึงเครียดในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว



