ศาลรธน.นัดชี้ชะตานายกฯเศรษฐา 14 ส.ค.นี้ ปมตั้งพิชิต
ศาลรธน.นัดชี้ชะตานายกฯเศรษฐา 14 ส.ค. ปมตั้งพิชิต

ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงคำวินิจฉัยคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2567 เวลา 15.00 น.

รายละเอียดคดี

ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยในคดีที่ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 82 วรรคสอง และมาตรา 170 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีประเด็นวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และ (7) หรือไม่ หลังจากที่นายเศรษฐาได้เสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน ซึ่งเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีหมิ่นประมาท เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ข้อกล่าวหา

กกต. อ้างว่านายเศรษฐาในฐานะนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่เสนอชื่อรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์ โดยต้องเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งนายพิชิต ซึ่งเคยถูกจำคุกในคดีหมิ่นประมาท ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) และ (7) ซึ่งกำหนดให้รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่เป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบทางการเมือง

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐาสิ้นสุดลง จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปราะบาง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ขณะที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลยืนยันว่าการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย และนายพิชิตมีคุณสมบัติครบถ้วนเนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นความผิดอันเกิดจากการใช้สิทธิทางศาล ซึ่งไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

กำหนดการสำคัญ

  • วันที่ 14 สิงหาคม 2567 เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย
  • หลังคำวินิจฉัย คู่กรณีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน

การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและทิศทางการเมืองไทยในระยะต่อไป