เท้งซัด 12 ปีรัฐประหาร ระบอบสีน้ำเงินยังยึดอำนาจประชาชน
เท้งซัด12ปีรัฐประหารระบอบสีน้ำเงินยังยึดอำนาจประชาชน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยกองทัพภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายณัฐพงษ์ระบุว่า แม้เวลาจะผ่านไปถึง 12 ปี แต่ขบวนการยึดอำนาจจากมือประชาชนยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากขึ้นในรูปแบบที่แยบยลและแนบเนียนยิ่งขึ้น

การยึดอำนาจในรูปแบบใหม่

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่เห็นภาพรถถังบนท้องถนนอีกต่อไป แต่การยึดอำนาจกลับเกิดขึ้นทุกวัน ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี การล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่า ขบวนการยึดอำนาจไม่ได้เบาบางลง แต่กลับหนักหน่วงและแนบเนียนมากขึ้น สังคมการเมืองไทยยังคงอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร ระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทยอย่างช้าๆ

การจัดวางสถาบันการเมืองและระบบกฎหมาย

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” นายณัฐพงษ์ชี้ว่า ชนชั้นนำได้จัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำไม่ยึดโยงกับประชาชน และทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ใครก็ตามที่กล้าท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขาจะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม องค์กรเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไป แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การกินรวบประเทศในทุกมิติ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” มีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ พวกเขากินรวบผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ สนับสนุนกลุ่มทุนที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง การใช้จ่ายงบประมาณ และผลักภาระให้ประชาชน การเมืองในระบอบนี้จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชัน และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

สนามแห่งความหวังของประชาชน

ถึงแม้วันนี้พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐและสถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นายณัฐพงษ์ย้ำว่า “นั่นคือสนามของพวกเขา สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ ‘ผูกขาด’ กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้”

เรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในช่วงท้าย นายณัฐพงษ์เรียกร้องว่า ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง เขาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน