นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน" ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากขณะนี้ประเทศกำลังเข้าสู่วิกฤตของแพง สะท้อนจากเงินเฟ้อในเดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้น 2.9% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ซึ่งหากไม่หยุดยั้งจะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ประชาชนลดลง ธุรกิจมีต้นทุนสูง ส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน เศรษฐกิจซึมยาว
หลักคิดโครงการไทยช่วยไทยพลัส
โครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนชั้นกลาง และกลุ่มร้านค้ารายเล็ก
กลุ่มที่ 1: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
กลุ่มเปราะบางที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.2 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มอีก 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการคลังจะปรับปรุงฐานข้อมูลและเปิดลงทะเบียนใหม่
กลุ่มที่ 2: ประชาชนทั่วไป (โครงการ 60/40)
กลุ่มคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่มีกำลังซื้อน้อย จะได้รับสิทธิ์แบบรัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% วงเงิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ครอบคลุมไม่เกิน 30 ล้านคน โดยผู้เข้าร่วมต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และใช้จ่ายได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน เงินนี้ใช้สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่รวมร้านบริการ เช่น ร้านทำเล็บ ทำผม สปา นวด
กลุ่มที่ 3: ร้านค้ารายเล็ก
ร้านค้ารายเล็กจะได้รับการเติมสภาพคล่องเพื่อให้อยู่รอด โดยรัฐจะนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ช่วยร้านค้าบริหารต้นทุน ตรวจสอบราคาสินค้า และเข้าถึงแหล่งสินเชื่อในระบบ ลดการกู้นอกระบบ
การลงทะเบียน
ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 60/40 ได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม เวลา 06.00-22.00 น. ส่วนร้านค้าที่เคยอยู่ในระบบคนละครึ่งพลัสแล้วประมาณ 1 ล้านร้าน สามารถยืนยันเข้าร่วมได้ ส่วนร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-30 พฤษภาคม โดยติดต่อธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
นายเอกนิติย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนเพราะเป็นวิกฤตค่าครองชีพที่กระทบคนตัวเล็กตัวน้อย รัฐบาลจะประคับประคองเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน



