ทรัมป์ใช้การอ่านไบเบิลไลฟ์สดจากทำเนียบขาว สร้างความชอบธรรม เบี่ยงเบนวิกฤตความขัดแย้งกับโป๊ปและกรณีภาพ AI
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำลังดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองด้วยการหยิบยกศาสนาคริสต์มาเป็นเครื่องมือสำคัญ ผ่านการจัดกิจกรรมอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลแบบไลฟ์สดส่งตรงจากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางการเมืองของสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในโครงการ America Reads The Bible ที่มีกำหนดการในวันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 05.00 น. ของวันที่ 22 เมษายน ในประเทศไทย
เนื้อหาพระคัมภีร์ที่ถูกเลือกและความหมายทางการเมือง
ทรัมป์เลือกอ่านข้อความจาก 2 พงศาวดาร 7:11-22 โดยเฉพาะบทที่ 14 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการถ่อมใจลงสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าเพื่อขอการอภัยบาปและเยียวยาแผ่นดิน ข้อคัมภีร์นี้เป็นที่คุ้นเคยอย่างดีในกลุ่มคริสเตียนอีแวนเจลิคัล และเคยถูกนำมาใช้ปลุกระดมในเหตุการณ์จลาจลที่รัฐสภาเมื่อปี 2564 นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า การหยิบยกคัมภีร์นี้ขึ้นมาเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ชาติผ่านพระประสงค์ของพระเจ้า โดย มาร์กาเร็ต ซูซาน ทอมป์สัน ศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ ชี้ว่า แม้ผู้นำสหรัฐฯ ในอดีตเคยนำความเชื่อทางศาสนามาใช้ในการทำงาน แต่ทรัมป์กำลังทำให้ศาสนาคริสต์กลายเป็นบรรทัดฐานหรือข้อบังคับสำหรับทั้งประเทศ ซึ่งอาจสร้างปัญหาเรื่องการแยกศาสนาออกจากรัฐ
บริบทของความขัดแย้งและแรงเสียดทาน
กิจกรรมนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทรัมป์กำลังเผชิญกับมรสุมศรัทธาหลังจากมีข้อพิพาทรุนแรงกับ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ผู้นำคริสตจักรคาทอลิก ที่ออกมาคัดค้านการทำสงครามกับอิหร่าน ทรัมป์ได้โต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่าเขาไม่ใช่แฟนคลับของโป๊ปพระองค์นี้ และไม่เห็นด้วยที่โป๊ปเพิกเฉยต่อประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่โป๊ปเลโอก็ยันกลับว่าไม่มีความเกรงกลัวต่อรัฐบาลทรัมป์แม้แต่น้อย นอกจากนี้ ทรัมป์ยังต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์จากฐานเสียงตนเอง กรณีการโพสต์ภาพที่สร้างจาก AI ที่แสดงภาพตัวเขาในลักษณะที่คล้ายกับพระเยซูคริสต์ แม้ต่อมาจะลบภาพดังกล่าวทิ้งไป แต่ทรัมป์ได้ออกมาแก้ต่างกับสื่อมวลชนว่า เขาเข้าใจผิดคิดว่าภาพนั้นสื่อถึงตัวเขาในฐานะแพทย์ของสภากาชาดที่กำลังรักษาผู้คนให้มีอาการดีขึ้น
การมีส่วนร่วมของบุคคลสำคัญและแนวโน้มในอนาคต
ในการอ่านพระคัมภีร์ครั้งนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมด้วย เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเสธ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ซูซี ไวส์ บันนี พาวน์ ประธานองค์กร Christians Engaged ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ระบุว่า ต้องการให้บุคคลพิเศษอ่านบทนี้ จึงมอบให้ทรัมป์โดยเฉพาะ ขณะที่ แอนน์ เกรแฮม ล็อตส์ ลูกสาวของ บิลลี เกรแฮม เคยอ้างถึงข้อพระคัมภีร์นี้หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งปี 2559 ว่าเป็นสัญญาณจากพระเจ้า ความพยายามในการทำลายเส้นแบ่งระหว่างศาสนจักรและรัฐเห็นได้ชัดเจนขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่ง โดยมีการขอให้ประชาชนสวดภาวนาสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง และมีการใช้ข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลในโซเชียลมีเดียทางการของรัฐบาล รวมถึงในกระทรวงกลาโหม โดย พีท เฮกเซธ ได้ผลักดันเรื่องนี้อย่างสุดตัว ถึงขั้นเปรียบเทียบนักข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่านว่าเป็นกลุ่มฟาริสีหรือพวกอีลิทในสมัยโบราณที่คอยจับผิดพระเยซู



