เปิดใจอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคก้าวไกล หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค
เปิดใจอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคก้าวไกลหลังศาลวินิจฉัยยุบพรรค

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความสะเทือนใจให้กับบรรดาสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคเป็นอย่างมาก ล่าสุด อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคก้าวไกล รายหนึ่งได้เปิดใจถึงความรู้สึกและแนวทางการทำงานต่อจากนี้

ความรู้สึกหลังคำวินิจฉัย

อดีตผู้สมัครส.ส.รายนี้ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจและผิดหวังกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยอมรับและเคารพในคำตัดสินของศาล พร้อมย้ำว่าพรรคก้าวไกลได้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายและระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด

“เราทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อประชาชนมาโดยตลอด คำวินิจฉัยนี้ทำให้เราต้องหยุดชะงัก แต่ไม่ใช่จุดจบของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” อดีตผู้สมัครส.ส.กล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แผนการทำงานต่อไป

อดีตผู้สมัครส.ส.ระบุว่า แม้พรรคจะถูกยุบ แต่แนวคิดและอุดมการณ์ของพรรคยังคงอยู่ สมาชิกและผู้สนับสนุนจะรวมตัวกันเพื่อเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป โดยอาจจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือรวมตัวกับพรรคอื่นที่มีแนวทางเดียวกัน

“เราจะไม่ยอมแพ้ ประชาชนยังต้องการการเปลี่ยนแปลง พวกเราจะยังคงทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป” เขากล่าวทิ้งท้าย

ปฏิกิริยาจากประชาชน

ด้านประชาชนจำนวนมากที่ติดตามข่าวการยุบพรรค ต่างแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยส่วนใหญ่แสดงความเสียใจและให้กำลังใจอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล บางส่วนระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย

ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่ควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบการเมืองโดยรวม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

บทเรียนจากเหตุการณ์

เหตุการณ์ยุบพรรคก้าวไกลครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้สอดคล้องกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สำหรับประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนหันมาให้ความสนใจกับกระบวนการยุติธรรมและบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว