กสศ. เปิด 8 นวัตกรรมลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ดึงทุกภาคส่วนร่วมลงทุน
กสศ. เปิด 8 นวัตกรรมลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมสัมมนาวิชาการ Equity Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “8 for Infinity: 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทย” โดยมีผู้แทนจากฝ่ายนโยบายและฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้บริหารจากองค์กรหลักของภาคการเงิน ตลาดทุน และภาคเอกชนไทยเข้าร่วม องค์กรที่เข้าร่วมประกอบด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ

ดร.ประสารชี้ปัญหาขาดกลไกต่อเนื่อง มากกว่าขาดนโยบาย

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ปัญหาการศึกษาไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดนโยบายหรือความตั้งใจที่ดี แต่อยู่ที่ความไม่ต่อเนื่องของการปฏิรูป และการขาดกลไกเชิงสถาบันที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างปี 2542–2560 ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง 20 คน หรือมีเวลาทำงานเฉลี่ยคนละ 10–11 เดือน ขณะที่เวียดนามและสิงคโปร์เปลี่ยนรัฐมนตรี 4 คนและ 5 คนตามลำดับในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้นโยบายจำนวนหนึ่งถูกทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อมีรัฐบาลหรือผู้บริหารชุดใหม่

“โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ความต่อเนื่องของนโยบายไม่ผูกอยู่กับความต่อเนื่องของบุคคล เพราะนโยบายที่ดีต้องมีหลักยึดและเดินหน้าต่อได้ แม้บริบททางการเมืองจะเปลี่ยนแปลง” ดร.ประสารกล่าว กสศ. จึงถูกออกแบบให้เป็นกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ใช้ข้อมูล งานวิจัย และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการออกแบบ ทดลอง และพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนกลไกการศึกษาทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่ โดยไม่ได้ทำหน้าที่แทนหน่วยงานใดหรือดำเนินงานเพียงลำพัง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

ในโอกาสที่ กสศ. ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ดร.ประสารสรุปบทเรียนการทำงานตลอด 8 ปีผ่าน “8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย ดังนี้

1. ระบบข้อมูลเด็ก เชื่อมโยง 20 หน่วยงาน

กสศ. พัฒนาฐานข้อมูลเด็กรายบุคคลระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลจากกว่า 20 หน่วยงาน ครอบคลุมเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 4 ล้านคน ทำให้สามารถติดตามเส้นทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงวัยทำงาน และนำข้อมูลไปใช้ระดมความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือเด็กได้ตรงตามสภาพปัญหา นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจติดตามเด็กกลุ่มเดิมต่อเนื่องเกือบ 10 ปี ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลระยะยาวสำหรับวิเคราะห์พัฒนาการและคุณภาพการเรียนรู้ รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายและการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

2. หลักประกันโอกาส ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

กสศ. พัฒนาระบบเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) ซึ่งบูรณาการการคัดกรองความยากจน การติดตามพัฒนาการทางร่างกาย และการเข้าเรียนอย่างต่อเนื่องไว้ในระบบเดียวกัน ในปี 2568 ระบบดังกล่าวสนับสนุนนักเรียนยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ย 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน ผ่านการคัดกรองโดยครูกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มนี้มีอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาร้อยละ 97 กสศ. ยังเชื่อมต่อเส้นทางทุนตั้งแต่ระดับอนุบาลและการศึกษาภาคบังคับ ไปจนถึงการศึกษาระดับที่สูงขึ้น ผ่านทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น และทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) เพื่อให้เด็กสามารถเรียนได้สูงสุดตามศักยภาพ

3. Thailand Zero Dropout ดึงเด็กนอกระบบกลับสู่การเรียนรู้

ปัจจุบัน Thailand Zero Dropout เชื่อมโยงอย่างน้อย 11 หน่วยงานหลัก ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และสามารถนำเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาในปี 2567 กลับเข้าสู่การเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้กว่า 330,000 คน

4. โรงเรียนพัฒนาตนเอง ยกระดับคุณภาพตามพื้นที่

สร้างกลไกและเครือข่ายที่ช่วยให้โรงเรียนวิเคราะห์ปัญหา ใช้ข้อมูล และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ครู โรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น และภาคีร่วมคิดและร่วมเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง ในปี 2568 มีโรงเรียน 1,364 แห่งใน 48 จังหวัดเข้าร่วมโครงการ และมีโรงเรียนกว่า 3,661 แห่งนำระบบ Q-Info ไปใช้ติดตามและสนับสนุนนักเรียนเป็นรายบุคคล หัวใจสำคัญคือการทำให้โรงเรียนสามารถใช้ข้อมูลเพื่อเรียนรู้และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างครูคุณภาพจากคนในชุมชน

ค้นหาและพัฒนาคนรุ่นใหม่ในชุมชนให้ได้รับการศึกษาจนสามารถกลับไปเป็นครูในบ้านเกิดของตนเอง บัณฑิตครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 และ 2 จำนวน 622 คน ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน 555 แห่ง ครอบคลุม 52 จังหวัด และมีอัตราการคงอยู่ในเส้นทางวิชาชีพร้อยละ 99.6 ครูเหล่านี้ไม่เพียงมีความรู้ด้านการสอน แต่ยังเข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทชีวิตของเด็กในชุมชน

6. การศึกษาที่ยืดหยุ่น ระบบเดินทางไปหาเด็ก

การศึกษาที่ยืดหยุ่นตั้งอยู่บนหลักการว่า เด็กแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตไม่เหมือนกัน ระบบการศึกษาจึงไม่ควรบังคับให้เด็กทุกคนเดินบนเส้นทางเดียวกัน แต่ต้องเปิดโอกาสให้สามารถเรียนรู้ผ่านรูปแบบ เวลา และสถานที่ที่หลากหลาย นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ขยายครอบคลุม 927 อำเภอ ขณะที่ Mobile School ช่วยลดข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา และหน่วยจัดการเรียนรู้เชิงพื้นที่ 670 แห่งใน 71 จังหวัด เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับทักษะชีวิตและอาชีพ ก้าวต่อไปคือการพัฒนา Learning Passport เพื่อให้ความรู้และทักษะที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน ชุมชน หรือชีวิตจริง ได้รับการรับรองและนำไปใช้ศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ “การศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ใช่การลดมาตรฐาน แต่คือการเปิดเส้นทางที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกคนสามารถไปถึงศักยภาพสูงสุดของตนเองได้” ดร.ประสารกล่าว

7. All for Education เปลี่ยนทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วน

ดร.ประสารระบุว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา งบประมาณที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. เสนอต่อรัฐบาลถูกปรับลดลงโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20–25 ต่อปี สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีขนาดและความซับซ้อนเกินกว่าจะขับเคลื่อนด้วยงบประมาณภาครัฐเพียงลำพัง แนวคิด All for Education จึงมุ่งเปลี่ยนภาคส่วนต่าง ๆ จากผู้ชมเป็นผู้สนับสนุน และพัฒนาไปสู่การเป็นหุ้นส่วนการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากการบริจาคเป็นการร่วมลงทุน และจากกิจกรรมระยะสั้นเป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของเด็กในระยะยาว เปลี่ยนวิธีมองงบประมาณด้านการศึกษาจาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์”

8. การวิจัยเชิงประจักษ์ เปลี่ยนความเชื่อเป็นหลักฐาน

งานวิจัยช่วยทำให้ประเทศมองเห็นปัญหาที่เคยไม่ปรากฏชัด ทั้งจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา พัฒนาการระยะยาวของเด็กในพื้นที่ชนบท ปัจจัยความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต รวมถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงแม้อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ซึ่งนำไปสู่การออกแบบนโยบายและทุนการศึกษาที่เหมาะสม ดร.ประสารกล่าวว่า การลดงบประมาณด้านการวิจัยอาจดูเหมือนช่วยประหยัดในระยะสั้น แต่เปรียบเสมือนการถอดเข็มทิศออกจากเรือ เพราะแม้เรือจะยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่จะไม่สามารถมั่นใจได้ว่ากำลังเดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สู่การลงทุนระยะยาว

ดร.ประสารย้ำว่า ทั้ง 8 นวัตกรรมไม่ใช่ผลงานของ กสศ. เพียงองค์กรเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือกับครูกว่า 400,000 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,850 แห่ง ตลอดจนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ โจทย์ต่อจากนี้คือการทำให้นวัตกรรมที่พิสูจน์ผลแล้วสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ผูกติดกับงบประมาณรายปีหรือเปลี่ยนแปลงตามรัฐบาล พร้อมยกระดับงบประมาณด้านการศึกษาจาก “ค่าใช้จ่าย” ไปสู่ “การลงทุนในทุนมนุษย์” ซึ่งสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่เด็ก ครอบครัว ตลาดแรงงาน และสังคมไทยในระยะยาว