ศาลปกครองกลางชี้ มติ 4 กรรมการ กสทช. ไม่แต่งตั้ง 'ไตรรัตน์' เป็นเลขาธิการ ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 และคดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 ซึ่งนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้ฟ้องคดี โดยศาลให้เหตุผลว่ามติของกรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก 4 คน ที่ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งนายไตรรัตน์ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. นั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
ประธาน กสทช. ไม่ทำตามมติบอร์ดเดิม ดันวาระแต่งตั้งโดยรีบร้อน
ศาลปกครองกลางระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เคยนำเรื่องการกำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด และที่ประชุมมีมติให้สำนักงาน กสทช. รับข้อคิดเห็นไปปรับปรุงแก้ไข พร้อมทั้งให้นำเสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาในคราวเดียวกันในการประชุมครั้งต่อไป โดยให้ชะลอการคัดเลือกผู้บริหารจนกว่ากระบวนการสรรหาและโครงสร้างใหม่จะแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยังไม่มีการดำเนินการตามมติดังกล่าว ประธาน กสทช. กลับนำวาระการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. เข้ามาอีกครั้ง พร้อมเสนอชื่อนายไตรรัตน์ให้ลงมติเห็นชอบ โดยไม่รอการปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามที่บอร์ดมีมติไว้ก่อนหน้า ซึ่งศาลเห็นว่าการกระทำนี้ขัดต่อกระบวนการที่ควรจะเป็น
เสียงข้างมาก 4 กรรมการ มีเหตุผลเพียงพอ ไม่ละเมิดกฎหมาย
ศาลพิจารณาว่าการที่บอร์ด กสทช. เสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งนายไตรรัตน์ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหาที่ประธานจัดการเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการส่วนใหญ่ เป็นมติที่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี
นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นที่บอร์ด กสทช. ไม่รับพิจารณาคำอุทธรณ์ของนายไตรรัตน์ เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยแล้วว่ามติดังกล่าวมิใช่การกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
ข้อโต้แย้งเรื่อง 'คู่กรณี' ของนายไตรรัตน์ ไม่เป็นที่รับฟัง
นายไตรรัตน์ได้ฟ้องว่า กสทช. เสียงข้างมาก 4 คน ไม่มีสิทธิร่วมพิจารณาในกรณีการแต่งตั้ง เนื่องจากถือเป็นคู่กรณี จากการที่นายไตรรัตน์เคยยื่นฟ้องพวกเขาในคดีอาญา แต่ศาลยกฟ้องแล้ว
ศาลปกครองกลางชี้แจงว่า 'คู่กรณี' ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ไม่ได้หมายถึงคู่กรณีที่มีข้อพิพาทกันทั่วไป แต่หมายถึงผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ หรือผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น กสทช. ทั้ง 4 คน ที่ถูกฟ้องจึงไม่ใช่คู่กรณีตามกฎหมาย และยังสามารถปฏิบัติหน้าที่และมีมติในการประชุมได้ อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดีมาก่อน
คดีความที่เกี่ยวข้องและคำพิพากษาเพิ่มเติม
ในคดีอื่นที่นายไตรรัตน์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมติ กสทช. เกี่ยวกับเงินเดือนและค่าตอบแทน รวมถึงค่าเสียหายส่วนตัว ศาลปกครองกลางได้พิพากษายกฟ้องเช่นกัน โดยคำพิพากษานี้สอดคล้องกับความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีความเห็นยกฟ้องเช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน มีคดีความระหว่างบอร์ด กสทช. กับนายไตรรัตน์รวม 6 คดี ประกอบด้วยคดีในศาลปกครองกลาง 3 คดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง 2 คดีแล้ว ส่วนคดีที่เหลืออยู่ในชั้นอุทธรณ์หรือระหว่างดำเนินการ
กรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก 4 คน ที่มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้ง ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ โดยพวกเขาให้เหตุผลว่ากระบวนการคัดเลือกเลขาธิการ กสทช. ไม่เป็นไปตามมติเดิม เนื่องจากประธาน กสทช. คัดเลือกผู้สมัครเพียงลำพังแล้วมาขอความเห็นชอบจากที่ประชุม แทนที่กรรมการทั้ง 7 คนจะร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ตั้งแต่แรก
ศาลปกครองกลางยังได้มีคำสั่งเรียกประธาน กสทช. เข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พร้อมกับ กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อความครบถ้วนในการพิจารณาคดี



