นักวิชาการชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งเสี่ยงฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ หากระบบเปิดช่องสืบตัวตนผู้ลงคะแนน
วันนี้ (15 ก.พ. 2569) รศ.มานิตย์ จุมปา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์กรณีข้อถกเถียงเรื่องการใส่บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยระบุว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่าการเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบละหนึ่งใบ
นิยาม 'ความลับ' ตามรัฐธรรมนูญต้องเป็น 'ความลับนิรันดร'
รศ.มานิตย์ อธิบายว่าคำว่า 'ลับ' ในทางรัฐธรรมนูญนั้น หมายถึงต้องเป็นความลับตลอดไปหรือความลับนิรันดร แม้ในทางปฏิบัติจะมีการแยกเก็บบัตรลงคะแนนไว้ 3 แห่งเพื่อป้องกันการตรวจสอบย้อนกลับ แต่หากโดยตัวระบบเองสามารถทำให้เกิดการแทรกกิ้งหรือติดตามได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร และลงคะแนนให้ใคร ย่อมถือเป็นการฝ่าฝืนหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่กระทบต่อเสรีภาพในการออกเสียงและความเป็นความลับของการเลือกตั้ง
องค์กรตรวจสอบและเขตอำนาจศาลภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
ในประเด็นเรื่ององค์กรที่จะเข้ามาตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รศ.มานิตย์ วิเคราะห์ว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีความแตกต่างจากอดีต โดยหากมีการยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามมาตรา 231 จะต้องพิจารณาว่าเป็นการโต้แย้งในเรื่องใด:
- ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะกรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
- หากเป็นการโต้แย้งเรื่องการกระทำ หรือการจัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (1)
ในอดีตการวินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะโดยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า สำหรับกรณีปัจจุบัน หากมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลที่มีเขตอำนาจน่าจะเป็นศาลปกครอง
โอกาสการเลือกตั้งเป็นโมฆะและหลักความได้สัดส่วน
ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่นั้น รศ.มานิตย์ ชี้ให้เห็นถึงหลักความได้สัดส่วน หรือหลักความพอเหมาะพอควร โดยระบุว่าศาลจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าความผิดนั้นร้ายแรงเพียงใด หากเป็นความผิดเล็กน้อยการสั่งล้มการเลือกตั้งทั้งหมดจะสร้างความเสียหายและกระทบต่อความเชื่อมั่นต่างๆ ปัจจุบันข้อมูลระบุว่ายังไม่มีการแทรกกิ้งและยังไม่สามารถย้อนกลับไปหาตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้ ดังนั้นหากระบบยังไม่ถูกใช้เพื่อทำลายความลับ ตามหลักความได้สัดส่วนอาจยังไม่ถึงขั้นต้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
บทลงโทษทางอาญาสำหรับการฝ่าฝืน
รศ.มานิตย์ ทิ้งท้ายว่ากฎหมายห้ามไม่ให้บุคคลใดรวมถึง กกต. ทำเครื่องหมายใดๆ บนบัตรที่อาจระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ หากพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนจริง จะเป็นเรื่องของความผิดทางอาญาเฉพาะตัวบุคคล ซึ่งต้องเป็นเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยต้องมีการพิสูจน์ในเรื่องของเจตนาเป็นสำคัญ



