เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ปี 2569 ว่ามีเป้าหมายเพื่อคัดกรองผู้ยากจนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี และต้องการให้ความช่วยเหลือถึงผู้ที่ขาดผู้ดูแลอย่างแท้จริง ดังนั้นเกณฑ์การตรวจสอบข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบุพการีจึงเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่สำคัญ
หลักเกณฑ์การตัดสิทธิ
“หากบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา รัฐบาลจะพิจารณาว่าผู้สูงอายุได้รับการดูแลช่วยเหลือจากบุตรแล้วในระดับประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าวงเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับประมาณ 300 บาทต่อเดือนหลายเท่า” นายลวรณกล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยให้ความช่วยเหลือกับผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแลและมีความเปราะบางมากที่สุดก่อน
ในปัจจุบัน รัฐบาลมองว่าผู้สูงอายุที่มีบุตรคอยดูแลถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจนและไม่มีใครดูแล จึงจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์เพื่อคัดกรองการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
ผลกระทบหากแจ้งเท็จ
กระทรวงการคลังเตือนว่ากรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีจริง อาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อประโยชน์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนการอุทธรณ์
สำหรับผู้ที่ถูกตัดสิทธิและเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น กรณีบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้ให้การดูแลจริง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้หลังจากประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยจะเปิดรับคำอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569
หากผลการอุทธรณ์เป็นไปตามข้อเท็จจริง ผู้สูงอายุจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคืน แต่บุตรจะสูญเสียสิทธิการหักลดหย่อนภาษีดังกล่าว และอาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
“ผู้ที่นำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้ดูแลจริง ไม่เพียงเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี แต่ยังส่งผลให้พ่อแม่เสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐด้วย” นายลวรณกล่าว
มาตรการช่วยเหลืออื่น
รัฐบาลยืนยันว่าผู้ที่พลาดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ยังดำเนินการตามปกติ
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ใช้กลไกในระดับพื้นที่ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยสำรวจและค้นหากลุ่มคนชายขอบที่อาจตกหล่นจากระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น



